Bez 的个人资料"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"照片日志列表 工具 帮助

日志


10月28日

เทวดาหน้าโหด

 
การ์ตูนหน้าปกแปลกๆ ที่ผมเคยเห็นมาตั้งแต่โบราณ
แค่เห็นปกก็พาคิดถึงเรื่อง ชกต่อยตี แบบจอมเกบูลส์
ผสมๆกับ   การตูนแอ้กชั่นที่มาเจอหน้ากัน ก็ต้องพูดๆแล้วสุดท้ายก็ลงมือชกต่อยกันอย่างบ้าคลั่ง
 
แต่พอหยิบเล่มแรกขึ้นมาอ่าน
ผิดคาด
 
คิตาโน่หน้าโหด  ทำให้ผมขำได้อยู่เรื่อยๆ
กับความซื่อบริสุทธิ์ของเค้า
ที่ใครต่อใครก็พากันคิดหวาดกลัวไปต่างๆนาๆ
นอกจากบางเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้บ้างแล้ว
เรื่องนี้ ทำให้ผมได้หัวเราะไปกับมุขตลกที่ไม่ได้ตั้งใจจับยัด
และการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่ กว่าที่เคยเห็น
 
ยังนึกเสียดายที่ ถ้าไม่ได้ไปอ่านของฟรี
ก็คงไม่คิดจะหยิบมาอ่าน
เหมือนกับที่ตัดสินเรื่องราวจากหน้าปก
แบบเดียวกับที่คนตัดสินคิตาโน่จากภายนอก
 
จะมีใครปฏิเสธมั้ยว่าไม่ได้มองแค่เปลือก ในสิ่งที่คุณแรกพบ...
10月26日

project nextdoor00: ลืมตาตื่น

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง กรุงเทพมหานครก็เปลี่ยนไป
บนถนนที่เคยคับคั่งกลับดูว่างเปล่า
ห้างสรรพสินค้าที่เคยเบียดเสียดไปด้วยผู้คน
กลายเป็นตึกร้างที่มีแต่ความมืดมิด
โทรทัศน์ไร้สัญญาณ วิทยุเปิดไม่ติด
สถานีรถไฟฟ้า เปลี่ยนไปเหมือนสะพานที่ทอดยาวออกไปไกลแสนไกล
แต่ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว
 
มีเพียงเสียงลม และก้อนเมฆ ที่ทำให้รู้ว่าทุกอย่างยังคงหมุนไปตามกาลเวลา
ใบไม้ยังคงล่วงหล่นตามแรงดึงดูด
และเข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป
ผมลืมตาตื่นมาในมุมห้องอันมืดมิด...
 
คงไม่มีใครเปิดไฟจึงทำให้ที่แห่งนี้ดูหดหู่
แสงแดด ส่องผ่านมาไม่ถึง
แต่ก็พอเห็นปลายทางที่แสงส่องลอดใต้ประตูมาอยู่เรืองๆ
พอเริ่มขยับตัวได้ผมไม่รอช้าที่จะออกไปข้างนอก
ออกจากความเงียบและวังเวงแบบนี้
 
เสียงประตูถูกพลักเปิดออก ผมหยีตาสู้แสงตะวันยามบ่ายแก่ๆ
สถานที่ ที่คุ้นเคยจึงไม่ทำให้ผมเสียเวลาที่จะหาทางออก
ผมวิ่งลงบันไดแทนที่จะลงลิฟท์ซึ่งไม่เปิดทำงาน
เฮ้ยๆ ...
ผมวิ่งไปตะโกนไป โดยหวังว่าใครสักคนคงจะได้ยิน
ระหว่างที่อยู่กับตนเอง ผมนึกสงสัย
ว่าผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง 
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับวันนี้
ที่ทุกคนหายไป
 
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สิ่งที่เกือบทุกคนจะต้องมีติดตัว
โทรตามหา เหล่าบรรดาเพื่อนทั้งหลายว่าพวกเขาไปไหนกัน
แต่ทุกอย่างเหมือนที่ผมคิดไว้
ไม่มีใคร ที่จะตอบรับเสียงเรียกของผม
สุดบันไดปลายทางเป็นโถงโรงอาหาร
 
ผมยังคงเห็นหมู่นกพิราบใช้ชีวิตกันอย่างปกติ
เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้ผมอุ่นใจ
ว่าผมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตัวสุดท้ายที่ยังคงเคลื่อนไหว
ผมนั่งลงที่โต้ะไม้ตัวเก่าๆหน้าอาคารแล้วนั่งคิดว่าควรทำไงดี
 
ทันใดนั้น  โทรศัพท์ก็ดังขึ้น....
 
 
 

สุดถนน บนหาดทราย

 
การเดินทางไปสุดขอบฟ้า  อาจเป็นความคิดฝันของคนช่างเพ้อ
เดินไปก็คงจะเหนื่อยไม่น้อย..
ผมยืนอยู่ข้างจักรยานสีน้ำเงิน หน้ารีสอร์ทที่ปลายใต้สุดของประจวบคิรีขันธ์
เพียงไม่กี่นาทีคงถึงชุมพร
บนหาดทรายขาวที่ทอดยาวกว่า15กิโลเมตร
ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดที่ใด...
ผมขี่ออกไปอย่างไร้จุดหมาย
 
ถนนคอนกรีตเส้นเล็กๆ พาผมมุ่งหน้าไปบนทางที่ขนานกับหาดทราย
ที่นี่สงบมาก ยิ่งหลังวันหยุด แทบจะไร้วี่แววของนักท่องเที่ยวเลย
นอกจากฝูงวัวจำนวนมากแล้ว
แทบจะมีแค่ตัวผมที่ยังหายใจอยู่บนท้องถนน
เสียงโซ่จักรยาน ผสานเสียงคลื่นลม
เป็นเหมือนบทเพลงที่เพราะกว่า บทเพลงที่ชอบในวันปกติ
ไร้คำร้อง  แต่ไพเราะจับใจ
 
สี่โมงเย็น  แสงแดดกำลังเปลี่ยนเป็นสีทองในมุมเฉียง
ส่องผ่านเงาไม้สน เป็นช่วงๆตกกระทบลงบนพื้นคอนกรีต
สุดปลายเนินด้านขวา ปลายหญ้าพริ้วไหวตามแรงลมทะเล
ที่พัดมา อย่างไม่ขาดสาย จากท้องทะเลอันไกลแสนไกล
 
เพื่อนๆที่ตามมาต่างก็วนจักรยานกลับไปพักผ่อน แต่ผมยังคงยืนกรานที่จะมุ่งหน้าต่อไป
อาจดูไร้สาระ สำหรับใครต่อหลายคนว่าจะไปเสียแรงทำไม
แต่ใครจะรู้บ้าง
ว่าบนถนนที่มีแต่เรา
เราจะได้คุยกับตนเองมากที่สุด
มีเรื่องมากมายให้นึกคิด  มีเรื่องมากมายให้ถามตอบ
มีเรื่องมากมายที่จะทำให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น
...ช่วงเวลาของความสงบแบบนี้ที่หาได้ยากในมหานครอันวุ่นวาย
 
ผมพักลงบนทุ่งกว้างริมหาด
ถ้าได้ดูเรื่อง blue มา ธรรมชาติรอบข้างคงไม่ต่างอะไรกับสถานที่ที่สาวน้อยสองคนนั่งมองทะเล
ผมเอาเท้าแช่ลงบนน้ำทะเล
ให้คลื่นซัดสาดเหมือนมีคนมานวดฝ่าเท้าอย่างอ่อนโยน
 แล้วสูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด
พักเหนื่อยให้กับขาสองข้างอันอ่อนล้าที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายมามากซักเท่าไหร่
 
 
คนแถวนี้ อาจไม่ได้ใส่ใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้า
แต่สำหรับคนเมืองทีธรรมดาจะไม่ค่อยได้มองออกไปไกลสุดลูกตา
มันเป็นภาพที่มองได้ไม่เบื่ออยู่หลายนาที
ท้องฟ้าสีวนิลา ค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ
ก้อนเมฆสีเหลืองครีม โลดแล่นไม่หยุดนิ่ง
หลังจากพละกำลังกลับคืนมา  ผมตัดสินใจที่จะเดินทางต่อ
เพียงอยากรู้ว่า  ถนน จะไปสุดอยู่ที่ใด
 
 
สุดหาดแล้วยังคงมีเส้นทางให้เห็น
มันเป็นทางข้ามผ่านแม่น้ำกร่อยที่ขนานกับท้องทะเล
รายล้อมไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนืด
ไม่เพียงมะพร้าวกับสน อย่างที่เคยผ่านมา
อากาศร้อน
แต่ผมยังไม่คิดที่จะหันหลังกลับ
 
ผมจอดจักรยานไว้ริมเพิงชาวเล
มองลงไปเห็นหมู่เรือตังเก จอดอยู่กันเต็มแนวสันดอนทราย
แต่ไร้ผู้คน
ได้แต่นึกสงสัยว่า เขาหายไปไหนกัน
หลังจากลงไปเดินวนเล่นอยู่สันดอนทรายปากแม่น้ำซักพัก แล้ว ผมก็เดินทางต่อ
 
เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาใกล้ค่ำ พร้อมกับเมฆฝนที่กำลังเดินทางเข้ามา
ทำให้การหันหลังกลับเป็นสิ่งจำเป็น
ผมได้แต่นึกเสียดาย
ที่ไม่อาจไปถึงสุดปลายถนนเส้นนั้น...
 
 
 
 
 
 
 
10月20日

อังคารที่19ตุลาคม

 
บ่ายสองโมงของวันปิดเทอมวันปกติ
ผมตื่นขึ้นมาพบกับท้องฟ้าอันสดใส
แม้แดดจะแรงและแสงจะสว่าง
ห้องสีขาวก็ยังคงเย็นสบายด้วยแอร์เสียงหึ่มๆตัวใหญ่
เวลาหลับแล้วไม่ต้องรีบตื่นเป็นอะไรที่มีความสุขมาก
ตื่นมาหลับไป ตื่นมาหลับไป
แม้ความฝันจะปะติดปะต่อยาก  มากเรื่องหลายตัวละคร
แต่ก็ไม่เคยทำให้รู้สึกเหนื่อยที่จะฝันต่อไป
 
วันนี้เป็นวันสอบความถนัดสถาปัดของบรรดารุ่นน้องม.6
หลายคนคงจะหายใจได้ทั่วปอดและอีกหลายคนคงรู้สึกเสียดายกับหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
เวลามันผ่านไปเร็วจนน่าใจหาย  ยิ่งในช่วงที่เราต้องการมันมากที่สุด
อย่างเช่น5นาทีสุดท้ายก่อนส่งกระดาษคำตอบ
 
kk9ทำตีฟไม่ทัน  รู้สึกเสียดายแทน แม้อยากจะเข้าไปตบหัวกรรมการ
หรือขโมยนาฬิกา จากกรรมการคุมสอบ
แต่คงทำไม่ได้เพราะเมื่อรู้ตัวอีกที มันก็บ่ายโมงกว่าๆไปแล้ว
ที่ทำได้ก็เพียงแต่ภาวนา และทำใจ
 
ขับรถไปประชุมเรื่องการถ่ายทำโฆษณาที่บ้านฝน จนดึกดื่น
ก่อนที่จะแวะกินก๋วจั๊บริมทางและแยกย้ายกันไป
ใช่...เวลามันไม่พอ ในช่วงที่เราต้องการมันมากที่สุด
การถ่ายทำคงหืดขึ้นคอกับตารางเวลาที่กระชั้นชิดแบบนี้แน่
 
ถีบส่งไอ้โอที่อโศกก่อนที่จะนึกเปลี่ยวไปเดินสวนลุมเล่นๆ
ไอ้พี่ชายขนเสื้อผ้าใหม่ๆออกจากตู้ไปตาก ลมที่ฝรั่งเศส
จนทำให้การตัดสินใจไปเปลี่ยวที่สวนลุมฟังดูมีเหตุผล
วันธรรมดาๆของสวนลุมยังคงคับคั่งไปด้วยผู้คน
แม้จะไม่เท่าสุดสัปดาห์ แต่ก็มีคนจับจ่ายซื้อขายกันอย่างพลุกผล่าน
ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ เดินสวนกันไปมาในย่านตลาดแห่งนี้
มากันทั้งครอบครัว เครือญาติ  มิตรสหาย
หรือมากับคนรู้ใจ ใช้เวลาความสุขด้วยกัน
 
แล้วฝนก็เทลงมาอย่างไม่มีการบอกกล่าว
เสียงหยดน้ำกระทบสังกะสีดังกึกก้องไปทั่ว
บางคนรีบเก็บของหลบเม็ดฝน
บางคนก็ยังคงนั่งดูละครทีวีอย่างสบายใจ
โดยอาจไม่รู้สึกเลยว่า ข้างนอกฝนตกหนักขนาดไหน
 
ผมรอให้ฝนหยุดก่อนที่จะเดินกลับไปตามทางที่ชุ่มน้ำ
บทสนทนาและเสียงหัวเราะ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว
เพียงต่างตรงที่ผมไม่ได้พูดกับใคร...
 
 
 
 
แล้ววันอังคารที่19ตุลาคมก็จบลง
10月17日

ขอพูดให้ผมอ่าน

แบน..
 
คำนี้หากเปิดในพจนานุกรมทั่วไปคงจะสามารถอธิบายรูปร่างของวัตถุ ที่มีลักษณะบางราบ แผ่กระจายไปตามระนาบพื้น
แต่ถ้ามาถามความหมายของคำนี้จากเด็กสถาปัต จุฬา
คงอาจได้คำตอบที่ต่างกันไปกว่านั้น...
 
หน้าเตาไฟ ในร้านบุฟเฟ่ชาบู ที่ rca
ไอ้โอเพื่อนผม เปิดประเด็นของคำว่าแบนขึ้นมา..
คำแปลกใหม่สำหรับเด็กโรงเรียนสห ชานเมืองอย่างผม
เมื่อลองมองย้อนกลับไปดู
สมัยที่โอหัวเกรียน  และผมก็หัวเกรียน
ผมไม่ค่อยจะได้ยินคำนี้จากปากเหล่าเพื่อนๆ
หรือ รู้สึกถึงความร้ายแรงของมันเลย
การที่ได้เข้ามาในรั้วจุฬา  ทำให้ผมคุ้นเคยกับมันมากยิ่งขึ้น
"ใครเป็นคนนำคำว่าแบนมาใช้ว้ะ ตอนเด็กๆกูก็รู้ว่าแค่คำว่า ไม่ชอบ  มันก็แย่พออยู่แล้ว"
 
แบน ในความคิดความอ่านส่วนตัวผม คือการไม่คบค้าสมาคม ตั้งกำแพงอคติ ไม่ว่าเข้าจะแก้ตัวหรือทำดีอย่างไร
ความดีเหล่านั้นคงไม่อาจข้ามพ้นเขตกำแพงบ้านั่นไปได้เลย
และเมื่อเวลาไม่อยู่ต่อหน้าคนข้างหลังกำแพงก็พยายามกระโดดใส่เหยื่อ เอามีดทิ่มแทง ให้เหยื่อไม่สามารถลุกขึ้นมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข
แบน ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก การประสบพบเจอด้วยตนเองซะส่วนใหญ่
แต่มักจะส่งผลอิทธิพลจากขี้ปากของคนอื่นที่ว่าร้ายเสียๆหายๆต่อต่อกันมา
ไม่ได้เห็นกับตา แต่ก็เชื่อว่า คนที่ถูกกล่าวหา และเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ก็เข้าใจว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
แต่ให้ไปรุมทิ่มแทงศัตรูที่ไม่เคยแม้แต่จะคุยกัน ผมก็คงเป็นคนหนึ่งที่ทำไม่ได้
 
ธรรมชาติของมนุษย์ตดเหม็นทุกคนล้วนไม่อยากให้ใครได้ดีเกินหน้า
เห็นแฟนสวยกว่าก็อิจฉา  เห็นได้ดิบได้ดีกว่าก็พากันดูหมิ่นอยู่ในใจ
ผมไม่ปฏิเสธที่บางครั้งบางเสี้ยวส่วนเลวในจิตใจผมก็ตะโกนอยู่ไกลๆ
แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาตัดสินใครง่ายๆอย่างนั้น
 
ไม่พบไม่เจอกับตา  จงทำเพียงฟังหูไว้หู
และแม้ว่าจะพบจะเจอกับตา ก็ควรถามตัวเอง ว่ารู้จักมั้ย  คำว่าให้อภัย
 
เกิดมาเป็นมนุษย์ มีความคิดความอ่านก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว
ยิ่งต้องใช้ชีวิตผ่านความไม่แน่นอนในแต่ละวัน ก็เหนื่อยพอดู
แถมต้องมานั่งทะเลาะกับตัวเอง ในเวลาที่อยู่คนเดียว
มันไม่สนุกหรอกที่ต้องมาได้ยินได้ฟังเรื่องราวแย่ๆของคนอื่น
เรามาคุยกันดีกว่า ว่าเขาทำดียังไง
และมีอะไรที่ควรทำตามแบบอย่าง
 
บทสนทนาของมนุษย์โลกคงจะดีขึ้นเนอะ
เราอย่ามาทำร้ายกันเลย
 
 
....ผมทำได้พียงแต่พูดให้ตัวเองฟัง
 
10月16日

Hope and Fear

เรายืนอยู่บนผืนแผ่นดินที่อากาศแปรปรวนตลอดเวลา
ต้นไม้เปลี่ยนสีและผลัดใบ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล
ม่านหมอกยามเช้า หายไปทันตาเมื่อพระอาทิตย์มาถึง
หรือแม้แต่ เมฆฝนอันขาวใสแปรเปลี่ยนเป็นเมฆฝนได้ในเวลาสั้นๆ
 
เกือบ21ปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ที่จะเชื่อ และเคารพในความไม่แน่นอนของธรรมชาติ
ไม่มีอะไรเป็นไปได้อย่างใจหวัง
ความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา
แม้สิ่งที่ว่ายั่งยืนที่สุด  ก็อาจแตกสลายไปในอากาศเพียงต้องลมเบาๆ
...เข้าใจและยอมรับ
หนึ่งประโยคบทเพลง ที่ armchairเคยเขียนไว้  ซ่อนด้วยความหมายมากมายสำหรับผม
ผู้ซึ่งทำตัวเหมือนมนุษย์ทฤษฎี  เหมือนรู้และเข้าใจอะไรมาก
แต่พอเจอเข้าจริงๆก็โซเซและล้มได้อยู่ทุกครั้งไป
 
พยายามที่เข้าใจ พยายามที่จะยอมรับ กับความผิดหวัง
คงเป็นเรื่องนึงที่ยากสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันหนึ่งวันบนโลกที่วุ่นวาย
อย่าหวังอะไรมาก
และอย่ามั่นใจอะไรมากกับวันพรุ่งนี้
คงเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อถือได้
 
เราไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน
เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาๆคนนึง
ไม่ได้มีค่ามากมาย หล่อ รวย หรือ เก่งเป็นไหนๆ
เป็นแค่ตัวละครหนึ่งตัว ที่อาจเดินเข้าไปในชีวิตใครต่อใคร
 
และคงไม่นานก็คงต้องหายไป...
ความหวังและความกลัว  หน้าตาไม่ค่อยต่างกันเลย...
 
 
แด่บทเพลงแห่งลมฝน
 
 
 
 
 
 
 
 
10月14日

ตุลาคม สิ้นลมฝน

สิบห้าวันผ่านไป msn ยังคงไม่สามารถเข้าได้สะดวกเหมือนแต่ก่อน
 
ตุลาคมมาเยื่อนพร้อมกับเหตุการณ์มากมาย
นานแค่ไหนแล้วที่จะสามารถนอนเฉยๆ ปลดปล่อยภาระและงานหนักสมอง ให้หลุดลอยไปในอากาศ
...ซึ่งก็คงไม่ใช่ปีนี้เป็นแน่
ตุลาคมของปีนี้ก็คล้ายๆกับทุกปีที่ผ่านมา
id ไม่เคยหลับไหล หรือหยุดพักผ่อน
งานมากมาย  ถูกบีบบังคับให้กัดกินเวลาปิดเทอมไปอย่างช้าๆ.
ไม่มีใครห้าม  หรือตั้งใจที่จะทำให้หมดให้เสรจสิ้นไป
ทุกคนต่างยินยอมและมองมันเป็นอย่างเรื่องปกติ
..ผมก็คงเป็นหนึ่งคนในนั้น
 
 
หลายวันมานี้ฝนตกหนักมากถึงมากที่สุด
น้ำป่าเดินทางจากเหนือ มาพบกับน้ำทะเลที่หนุนขึ้นมาจากอ่าวไทย
ส่งผลให้ อากาศแปรปวน น้ำล้นตลิ่ง ท่วมเขคปริมณฑล และเทศบาลก็เบิกตากว้างคอยดูระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างระมัดระวัง
สระน้ำจุฬาเอ่อล้นขอบสระ เหล่าปลาท้องถิ่นไว้ไปมาอย่างสนุกสนานในสนามรักบี้
ท้องฟ้าไม่เคยเปิดรับดวงอาทิตย์ และรถติดหนักท่ามกลางเม็ดฝนอยู่เกือบทุกวัน
คำสัญญาของอากาศยามเช้าที่สดใสมักเชื่อถือไม่ค่อยได้อย่างเช่นวันนี้ ที่ฝนเทลงมาอย่างน่าอึดอัดในยามบ่าย
บรรยากาศอบอ้าว พาให้ใครต่อใครเหนื่อยล้า และหงุดหงิด
จนทำให้คนแก่บางคนโดดตึกเพียงเพราะเปิดประตูไม่ได้
 
พรุ่งนี้ค่ายเชียงใหม่ผลัดที่หนึ่ง ขึ้นรถไฟออกจากชานชลาเวลาสามทุ่ม
ผมมั่นใจในคำตอบว่าผมจะยืนอยู่ตรงนี้
ไม่ลังเลเหมือนครั้งก่อนๆ   แม้คำว่าค่าย
และบรรยากาศที่ทุกอย่างเหมือนเดินช้าลง จะรุมเร้าให้ผมเอาร่างกายอันเหนื่อยล้าจากการงานไปฝากไว้บนยอดเขา 
ให้สายลมและแดดยามเช้าปัดเป่าให้หายอ่อนล้า
....ผมไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น   เหมือนหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากจะต้องไปเวิร์คชอพงานhappyแล้ว
ยังมี kk9 ที่ทำให้ผมตื่นนอนได้อย่างสดใส
 
ท่ามกลางสายลมฝน ผมรอคอยการกลับมาของลมหนาวอีกครั้ง
เมื่อหนึ่งธันวาผ่านเข้ามา ...  ผมอาจจะพบเรื่องราวดีดีอีกหนึ่งหน
แต่แล้ว ทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างนั้น
เราคงคาดหวังอะไรกับทุกสิ่งบนโลกใบนี้ไม่ได้
เพราะบางสิ่งอาจเข้ามาโอบกอดคุณ
อย่างไม่ทันรู้ตัว....
 
 
ขอบคุณ บทอันแสนเพลงไพเราะปลายฤดูฝน