Bez さんのプロフィール"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"フォトブログリスト ツール ヘルプ
2月27日

หลัก กิโลเมตรที่89 : ปลายทางบรรจบ

 
    ถนนเรียบชายหาด ที่กิโลเมตร 89
 
   "มีที่แบบนี้อยู่ด้วยเหรอว่ะ"  ไอ้จึ่งถามขึ้น
  "เออ!    ทำไมต้องให้ถนนมันอยู่กลางทุ่งหญ้าด้วยว่ะมึง" เบส ตอบ พร้อมกับยก กระป๋องโค้กซดขึ้นดื่ม
 
บรรยากาศ ริมหาดทราย สีขาว  แสงแดด อุ่น สะท้อนพื้นเป็นประกายรำไร
เพื่อน สนิทสองคน นั่งมอง ทะเลด้วยกัน
ถ้ามีคนอื่นเดินผ่าน อาจจะสงสัย ว่านี่มันคู่เกย์ รึเปล่า
 
"เฮ้ย มึงก็ตัวดำอยู่แล้ว มานั่งกลางแดด อย่างนี้ ไม่กลัว มืด เหรอว่ะ" ไอ้จึ่งถาม เบส
"เหอะ ตลก  .... แดดมันไม่มี Uv เว่ย ไม่มีทางดำไปกว่านี้หรอก" เบสขำ
"อ้อ....เหรอว่ะ"    "เออดิ ครูไม่เคยสอนเหรอ"
"กูคงลืมไปมั้ง"จึ่งยิ้ม
 
เสียงคลื่นโถมเข้าหาฝั่งอย่างสงบ บรรเลง บทเพลงของธรรมชาติให้ทั้งสองได้ฟัง
 
    ดีว่ะ ได้มองทะเล  แต่ก่อน มองหญ้าจนเบื่อแล้วนะเนี่ย    จึ่งพูดขึ้น
 
 เบสมองออกไปที่ทะเล.. "เหอะ เกือบกินหญ้าแทนข้าวแล้วอ่ะดิ     กูเอาทะเลมาใส่ให้แล้ว ดีมั้ยหล่ะ"  
"อยากเล่นน้ำว่ะ..."  จึ่งบ่น "แต่กลัวเสื้อเปียก..."
"เฮ้ยมีตู้เสื้อผ้าอยู่ใต้ต้นมะพร้าวโน่นไง.."เบสชี้ออกไป
 
".....มาได้ไงว่ะนั่น 555"  จึ่งลุกขึ้นปัดทรายออก แล้วเดินลงหาดไป
 
 
เบสมองออกไป ที่สัมภาระของจึ่ง
 
    มีหนังสือเปล่าหนึ่งเล่ม   กระเป๋าเดินทาง  ซองดินสอ และ..กล่องไม้ผุพัง  กับกระดาษ 3ใบ อยู่ในนั้น
"เฮ้ย....ไอ้จึ่งขอดูได้มั้ยว่ะ"  เบสถามเปนมารยาท   
 
จึ่งไม่ตอบได้แต่พยักหน้าแล้ววิ่งลงทะเลสีคราม
 
 
กระดาษ2ใบ ไม่ใช่ลายมือของจึ่ง  แต่อีกใบเป็นของเขาแน่นอน
เบสเปิดอ่านดู...
 
"เรารู้อยู่แล้วว่า จดหมายฉบับนี้คงไม่ถึงมือของเธอ      แต่ อย่างน้อย  ก็ขอให้แผ่นกระดาษนี้ เติมเต็มเรื่องราวการเดินทาง
ของเราเถอะนะ  .....
 
              โลกเราหมุนเร็วเนอะ   เพียงไม่นาน ก็จะครบ90วันที่เรารู้จักกันแล้ว   ถึงแม้วันนี้ กับวันแรกๆ ความรู้สึกลึกๆ
ของเรากับเธอจะต่างกันไปกว่าที่เคยเป็น 
ไม่สิ จะเรียกได้ ว่า 'ความรู้สึกของเราเอง'  มากกว่า 
เวลา มันช่วยอะไรได้เยอะจริงๆเลย  นะ
ฉันยังคงวิ่งอยู่ หลังจากที่น่าจะรู้อะไร ต่ออะไร ตั้งแต่ วันที่20กว่าๆแล้ว
อาจจะสงสัยว่าทำไมน่ะเหรอ
 
เพราะถ้าตอนนั้น  ให้หยุดคิด เรื่องของเรา ฉัน อาจ ล้มลงตายตรงนั้นเลยก็ได้
 
   เรื่องมันเริ่มขึ้นพร้อมกับฤดูหนาว พร้อมกับไออุ่นของหัวใจ ดวงเล็กๆ
ความสุข ความทรงจำ และเสียงของเธอ ...
 
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะฉุดรั้งอย่างไร  มันก็บินจากไปเหมือนลมที่พัดผ่าน
สูง  เกินกว่า จะขว้ามันไว้ได้อีกครั้ง
 
  และฉัน    ก็ไม่สูงพอ ที่จะหยิบ เก็บ กัก มันไว้ได้
 
หลอกตัวเอง  และเดินต่อไป คงเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันทำได้ในตอนนั้น
และฉันก็ทำมันด้วยความเต็มใจ
 
หลังจากวันนั้น ฉันกลับหลังหัน  และเดินออกมาเรื่อยๆ
ฉันยังไม่อยากออกวิ่ง
เพื่อบางที อาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น
....เพื่อฉัน  จะได้หันหลังกลับไปหาเธอได้ทัน
 
 
แต่แล้ว ก็มาถึงวันนี้
ตรงนี้
หลักกิโลเมตรที่89  
 
ฉันมีความสุข   
 
เธอก็คงมีความสุข
 
แม้ฉากจบไม่ได้เป็นอย่างฝัน   แต่ถ้าโลกมันยังหมุนดีอยู่   จะเอาอะไรกับมันมากหล่ะ จริงมั้ย
 
       ท้ายสุดแล้วเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน  .... 
 
 
 ขอบคุณสำหรับ ช่วงเวลาที่ผ่านมา นะ
ขอบคุณมาก  ฉันมีความสุขจริงๆ..."
 
 
  เบสอ่านจดหมายจบก็เกบมันลงไปในกล่องไม้กล่องเดิม
 
ไอ้จึ่งยังคงเล่นน้ำ อยู่ 
"ทะเลนี่เค็มจังเลยว่ะ "จึ่งบ่น
 
"อ้าวทะเลบ้านแกรสเหวานเหรอ"เบสตะโกนกลับ
 
"เปล่าหรอก มันเข้าตาแล้ว น้ำตามันไหลไม่หยุดอ่ะ"
 
 
......
 
 
                                                                                หลักกิโลเมตรที่89 ก็เลือนหายไป...
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
2月21日

ยิ่งใหญ่

"ข้าคือจ้าวแห่งแม่น้ำ"
 
ไม่ว่าข้าจะว่ายไปแห่งหนใด ปลาน้อยใหญ่ทั้งหลายจะเกรงกลัวข้า
เพราะข้านั้นเก่ง 
ใคร ใคร ก็พูดเช่นนั้น
 
มีปลาหลายตัวคิดอาจหาญต่อกร กับข้า
 ข้าก็ฉีกมันเป็นชิ้น ชิ้น ด้วยกรามอันแข็งแกร่งของข้านี้
 
ข้ายิ่งใหญ่
องอาจกว่าพวกพ้องข้า และบรรดา บรรพบุรุษของข้านัก
ถ้าเจ้าไม่เชื่อในความคิดอันโง่เง่าของเจ้า
 
....ก็เข้ามา
 
......ปลาชะโดยักษ์ แห่ง แม่น้ำ กู่คำราม ปลาแปลกหน้า ผู้มีรูปร่างเพรียวบาง
 
 
"ข้ารู้ว่า เจ้านั้นเก่งขนาดไหน แต่เจ้า ไม่สามารถชนะข้าเรื่องความเร็วได้หรอก"
ปลาเพรียว ตัวนั้น ตะโกนท้าปลาชะโดยักษ์
 
"น่าขำ  ครีบอันบอบบางของเจ้า มีหรือ จะเทียบกับความเร็วของข้าได้"
 
"น่าขำ ปลาชะโดโง่ที่ไม่รู้ ขอบเขตของตัวเอง"
ปลาเพรียวตัวนั้นพูดแทรกขึ้น
 
ปลาชะโด เมื่อได้ยินคำดูหมิ่น ของปลาเพรียวนั้น ก็พุ่งตัวเอง หมายจะขย้ำเหยื่อตัวเล็กนั่นทันที
 
ปลาเพรียว แหวกกระแสน้ำว่ายนำปลาชะโด ออกไป  
ทั่งคู่ ไม่ได้แข่งขันเพื่อชัยชนะ
แต่ เพื่อ ฆ่าหรือ ถูกฆ่า
 
 
 
 
ทั้งคู่ ไล่กวด เป็นเวลานาน  บรรยากาศ กดดันตึงเครียด แทรกไว้ด้วยความเหนื่อยล้า
 
ทั้งสองมาไกลเหลือเกิน
ปลาชะโด รู้สึก อึดอัด วิงเวียน แต่ ไม่ยอมให้ศักดิ์ศรีที่ถูกปลาตัวน้อยเยียดหยาม จะลอยนวลไปได้
 
 
 
แค่เอื้อม เท่านั้น
ข้าจะว่ายต่อไป    ว่ายไป
เพียงอีกไม่นาน ปลาตัวนั่น ก็จะถูกบดขยี้ ในกรามของข้า
 
อดทนไว้  อย่ายอมแพ้มัน
 
 
...
อย่ายอมแพ้มัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
.........ร่างของปลาชะโด ผู้ยิ่งใหญ่    ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำสีฟ้าครามสดใส  อิดโรย และหมดแรง
 
....ริมหาดทรายปากแม่น้ำ บ้านเกิดของมันเอง
 
 
"เจ้าคือจ้าวแห่งแม่น้ำ   เจ้านั้นยิ่งใหญ่ไม่มีใครต่อกรกับเจ้าได้
 
                                          แต่ข้าคือ ปลา นักเดินทางธรรมดา 
                                          
                                                                                                    .....แค่รู้ว่าปากแม่น้ำคือทะเล
 
                                                                            บ้านเกิดของข้า  ที่ยิ่งใหญ่กว่าแม่น้ำที่เจ้าอยู่มากนัก"
  
 
 
สิ้นคำพูดของปลาเพรียวตัวนั้น   ปลาชะโดผู้ยิ่งใหญ่ ก็สิ้นลมหายใจ
 
 
 
 
2月16日

ผู้กล้าในตำนาน

ยังจำเรื่องราวของอัศวินขี่ม้าขาวได้มั้ย
 
  ผู้ซึ่งสวมชุดเกราะเปล่งประกายระยิบระยับด้วยเงาแดด 
ภายใต้หมวกเหล็กที่สลักเป็นรูปสิงโต ซ่อนไว้ซึ่งใบหน้าของชายหนุ่มผิวพรรณงาม
ขี่ม้าขาวงามสง่า  แหวกว่ายท่ามกลางสายลมของทุ่งหญ้าฤดูใบไม้ผลิ
 
   เขากำลังมุ่งหน้าไปปราบปีศาจร้าย  ผู้ถือกำเนิดขึ้นจากการปลุกของพ่อมดเลว
เส้นทางที่นำพาอัศวินหนุ่มไปนั้น  แฝงไปด้วยอันตรายจากโจรป่า และสัตว์ร้าย
เพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย   อัศวินของเราต้องฆ่าฟัน อสูร  และคนชั่วเหล่านั้นไปตลอดทาง
 
เขาชักดาบเหล็กกล้าอันแสนคมออกจากฟักสีทองหลายต่อหลายครั้ง
 
 'ไม่ฆ่า ก็ถูกฆ่า'
กฏแห่งการอยู่รอดของผู้แข็งแกร่ง ดังกึกก้อง ไปทั่วจิตใจของเขา
แววตาของเขาจับจ้องหมายที่จะทำลายศัตรูจากภายใน
ข่มขวัญด้วยจิต  แล้วควบม้า ไล่ฟันเหล่าปีศาจที่กำลังหนีด้วยความหวาดกลัว
 
ตนแล้ว ตนเล่า   ปีศาจที่ขวางทางเขา ล้มตายไปทีละตัวเหมือนผักปลา
 
เขาผ่านหัวเมืองหนึ่ง ที่ดูเงียบและเหมือนไร้ผู้คน 
เจ้าเมืองบอกให้เขารู้ว่า  เมืองแห่งนี้ ถูกโจรป่ารุกราน
อํศวินของเรา ไม่รอช้า  
ประกาศิตแห่งความถูกต้องอยู่ภายในกำมือเขา
 
อรุณรุ่ง เขาเดินออกจากค่ายโจร ด้วยชุดเกราะที่ชุ่มเลือดมนุษย์
แต่ใจที่มุ่งมั่นหมายปราบจอมปีศาจนั้น   ผลักดันให้เขาควบม้าคู่ใจของเขาต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
 
เขา มาไกลมากแล้ว  
เบื้องหน้าของเขา เป็นภูผาตระหง่าน ท่ามกลางทะเลทรายที่ว่างเปล่า
เสียงเหล็กกระทบพื้นอย่างอิดโรย  บ่งบอกให้รู้ว่า เขามาคนเดียว
ไร้เงาของสัตว์คู่ชีพเหมือนเคย
ม้างามสง่านั้นได้ช่วยต่อชีวิตอัศวินของเราให้สามารถเดินต่อไปได้ เมื่อไม่กี่คืนก่อน
 
 
ประตูปราสาทบนยอดเขา จอมมารขนาดใหญ่ยักษ์ เปิดต้อนรับ เขาอย่างน่าประหลาด
ผ่านห้องโถงอันกว้างใหญ่ ราวบันไดอันวกวน  ในที่สุด  ช่วงเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง
 
 
ดาบไร้ฝักอันผุพัง  ถูกฟาดลงไปยังแผ่นหลังของชายชรา ผู้น่าสงสาร
"ตายซะไอ้พ่อมดชั่ว" ดังกึกก้องไปทั่วบัลลังก์จอมมาร
พ่อมดพยายามขอชีวิตและความเมตตา   แต่ภายในแววตาของอัศวินนั้นไร้คำตอบของชายชราผู้นั้น
 
 
 
ในที่สุดก็มาถึงฉากสุดท้าย  ตำแหน่งของจอมมารหลุดออกมาจากปากของชายชราที่กำลังสิ้นลม
อัศวินหนุ่มไม่รอช้า
เขารีบวิ่งไปยังประตูที่ซ่อนอยู่หลังในบัลลังก์
ภายในใจเต้นรัว
สิ่งนี้คือสิ่งที่เขารอคอย
 
สิ่งที่จะทำให้เขาถูกจดจำไปตลอดกาล
เขาจะเป็นผู้กล้าในตำนาน
ที่สามารถปราบจอมปีศาจตนนั้นลงได้
 
สิ่งที่กั้นกลางระหว่างเขากับจุดหมายนั้น คือ ประตูไม้อันบอบบาง
เขาถีบมันออกไป
 
 
 
 
เบื้องหน้าของเขา....
 
สิ่งที่เขาจับจ้องอยู่ตอนนี้
 
 
 
 
คือกระจกเงาบานใหญ่
 
อัศวินมองเข้าไปในนั้น  เขาพบกับปีศาจร้าย กระหายเลือด
แววตาดุดันจ้องหมายชีวิตเขา
ภายในมือปีศาจตนนั้น คือ ดาบเหล็กกล้าไร้ฝักที่ผุพัง อันคุ้นเคย
เลือดจากใบมีดหยดลงบนพื้น  เป็นจังหวะซ้ำ ซ้ำ
 
เขายืนนิ่ง
 
หยดน้ำตาไหลผ่านใบหน้าอันหยาบกร้าน
เช่นเดียวกันกับใบหน้าจอมมารที่เขาตามหาอยู่
 
 
 
                                        ผู้กล้าในตำนานแววตาปีศาจร้าย   ...กำลังร้องไห้
 
 
 
 
 
2月15日

วาเลนไทน์ ลัลลาบาย

Valentines' Lallaby  บทเพลงกล่อมก่อนนอนคืนนี้ของคุณเป็นเช่นไร?
 
เช้าวันอังคารแสนธรรมดา  มันก็เหมือนกับเช้าของวันทั่วๆไป
เพียงแค่มันตรงกับวันที่14กุมภาพันธ์ ..  วันที่ใครก็ไม่รู้กำหนดให้เป็นวันแห่งความรัก
 
แต่ โบราณการณ์ เคยได้ยินมาว่า วันนี้เปนวันของ st' valentine  นักบุญแห่งความรักและการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
วัน่แห่งความสุข รอยยิ้มจากผู้ให้และผู้รับ
วันแห่งความอบอุ่น ในอ้อมกอดที่บริสุทธฺใจ
วันแห่งความห่วงใย ดูแลซึ่งกันและกัน
เวลาผ่านมาเกือบ500ปี   มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปรึเปล่า?
 
ทำไม วันนี้หลายคนคน ร้องไห้
ทำไมวันนี้หลายคน เหม่อ มองฟ้าอย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย
วาเลนไทน์ ที่หนึ่งปีมีหน  ทำไมต้องเสียใจ?
 
มองให้ชัด
 
รักคืออะไร
 
 
  ใช่รักรึเปล่า ที่ทำให้คนสักคน   นั่งรอใครบางคนได้เป็นวันๆ
  ใช่รึเปล่า  ที่รัก ทำให้ คนหนึ่งคน  มีความสุขได้แม้ต้องยืนเปียกฝน
  ใช่รักรึเปล่า   ที่สร้างกำลังใจ  สร้างพลัง  ช่วยต่อลมหายใจคนหนึ่งคนจากโลกอันโหดร้าย
 
และใช่รักหรือที่ทำให้คุณร้องไห้
 
     แน่ใจว่าไม่ใช่ความผิดหวัง 
     ความหึงหวง  โกรธเคือง
     หรือ สิ่งไร้เหตุผลต่างๆนาๆ ที่มักจะบดบังความรักอันบริสุทธฺ
 
 
ยังไงก็ตาม ท้ายสุดแล้ว เข็มนาฬิกาก็เดินผ่าน 5ทุ่ม59นาทีของวันที่14กุมภาอย่างสงบ
และมันคงไม่เดินย้อนกลับไปอีกครั้ง
 
   ยินดีด้วย  สำหรับคนที่ผ่านมันไปอย่างผู้ชนะ
 
 
 
 
แต่วันนี้ ยังมีคนอีกมาก ที่ต้องนอนกอดตัวเองคนเดียว
 
 
 
อยากบอกผู้คนเหล่านั้นว่า
                                       รักไม่ได้เลวร้ายนักหรอก         เพียงแค่วันนี้ ไม่ใช่วันของเรา
  
 
                                 
 
                                                                                                               ขอให้หลับฝันดีนะครับทุกคน
 
 
 
 
  
 
 
2月12日

Save And Load..

เวลาใกล้ตี2แล้ว
 
เสียงเพลง  เร้งเร้าจังหวะ ให้สนุกสนานขึ้น
คละคลุ้งด้วยกลิ่นบุหรี่และแสงสี   ชายหนุ่มผู้หลงผิด ขยับลำตัวไปพร้อมกับจังหวะเพลง
 
มือ ขวาถือแก้วแป้ปซี่เปล่า   มือซ้ายของเขากำลังโอบกอบ สาวน้อยที่แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับกล้ามอกของเขา
        ทั้งคู่ กำลังดื่มด่ำในช่วงเวลามหัศจรรย์   เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงเพลง และ นวลเนื้อเหนือสายเดี่ยว วาบหวิว   
 
เขาไม่รู้จักเธอ  เช่นเดียวกับเธอ ที่ไม่รู้จักเขา
 
แต่เพราะในโลกแห่งค่ำคืน ผู้คนจะสนิทกันมากขึ้น   มิตรภาพที่สามารถซื้อได้ด้วยรอยยิ้ม และการชนแก้ว
แต่แล้วมันก็ไม่ยั่งยืน .... เพียงแค่นับเวลาถอยหลังสู่การลาจาก ในไม่กี่ชั่วโมง
 
เสียงเพลงดังจนต้องมองริมฝีปากขยับ 
หรือบางทีต้องตะโกนใส่กัน   แนบชิดชนิดริมฝีปากติดใบหู
 
ขยับขยาย เบียดเสียด กีดกัน ไอ้พวกที่จะเข้ามาสกรีน 
"ยังไม่ได้เบอร์สาวเลยหล่ะสิ"  เธอคนนั้นถาม
"อื้ม"  เขาตอบไปอย่างตื่นเต้น
"เด๋วขอให้เอามั้ย"  เธอหันมาจิกตาใส่ เขา
"ไม่เปนไรหรอก"  เขาตอบไปส่งส่ง  เพราะสิ่งที่ต้องการ คือเต้นกับเธอคนนี้
 
ไฟ เริ่มสว่าง  
 คนขี้เหงา เริ่มหาเหยื่อ   ชวนเชิญคนให้ไปส่งบ้านกัน
อนิจจา   มีสาวแก่ อายุเหยียด30 หรือไม่ก็มากกว่าที่เต้นอยู่ใกล้ๆเขาตลอด ตั้งแต่ที่เข้ามา 
ซักไซร้  ให้ เขา กลับไปด้วยกัน  
 
 
แสงไฟ ที่มาพร้อมกับความน่ากลัว      ต่อให้เมา ชายหนุ่มก็ไม่มีทางหลงผิดเป็นแน่
เขาปลีกตัวจากกลุ่มเจ้  มาหา สาวน้อย ที่เคยใกล้ชิดกัน
 
"แหมแหม ดูสิ มีคนมาขอเบอร์ด้วย  เนื้อหอมจริงจริงนะ  "  แม้แสงไฟจะสว่างแล้วแต่ใบหน้าเธอยังคงน่ารักไม่แปรเปลี่ยน
"ไม่เอาอ่ะ แก่จะตายไป" เขาตอบ และเอาแก้วแป้ปซี่เจือจางชนกับเธอ
 
แก้วนั้นแตก  ร่วงหล่นลงพื้น   .."ชนบ่อยหล่ะสิท่า"เขาพูดขึ้น  พร้อมกับก้มลงเก็บเศษแก้ว
เธอหัวเราะ   "เด๋ยวไปเอาแก้วใหม่แปปนะ" แล้วเธอก็เดินไป
 
ผู้คนเริ่มเดินออกจากร้าน    เวลา มหัศจรรย์ ได้จบลง  
เขายืน อยู่ มองหา เธอ คนนั้น
แล้วเธอก็มาพร้อมกับแก้วใบใหม่  "อ้ะ ชนชน"  เขายิ้มและชนแก้วสุดท้าย
"บ้านอยู่ไหนเหรอ" เขาถามเธอคนนั้น
"ลาดพร้าวอ่ะ"เธอตอบ   แววตาเธอเหมือนคนปกติ ไม่มีความเลื่อนลอยจากแอลกอฮอล์  หรือ เธอ อาจจะเป็นคน
ขี้เหงาที่ต้องการใครสักคนเหมือนกับเขา
"แล้วกลับไงเหรอ" เขาถามเพื่อหวังมิตรภาพที่ยาวนานขึ้น
"เดี๋ยวเพื่อนมาแหละ  มันเอารถมา"ธอตอบ
 
เป็นเพราะความอ่อนหัด ของไอ้หนุ่ม  เขายืน งง อยู่เฉยๆ  ฟังประโยคซ้ำๆ ของเธอไปมา
แล้วเธอก็เดินจากไปพร้อมกับ สาวสายเดี่ยวอีกคน
 
 
เขายังยืนงง   ทำอะไรไม่ถูก  ไม่เพียงแม้จะสังเกตประโยคที่เธอพูดขึ้นว่า  รอคนขับรถอยู่
มันคืออะไร  เขาควรพูดอย่างไร  และควรทำเช่นไร 
 
เวลาเดินต่อไป  เขาเพิ่งรู้ตัว และเดินตามเธออกไปข้างนอก 
 
ช้าไปเสียแล้ว ซินเดอเรล่า หายไปพร้อมกับความมืดมิดของค่ำคืน
 
 
ราตรีคืนแรก ของชายหนุ่ม   จบลง ด้วยฉากที่ธรรมดา ..ไม่หวือหวาตระกาลตา 
เพียงแต่ เขาได้เรียนรู้อะไรอีกมาก
                                                      .สำหรับครั้งต่อไปแต่ไม่ใช่วันนี้
 
                         เขาทำอะไรผิดไปรึเปล่า
 
               ถ้าเป็นเกม เขา คง Load ย้อนเวลาไปตอนตี2 อีกครั้ง
 
 
 
2月11日

ไดอารี่

เออ  ยังไม่อยากแต่งเรื่องอ่ะ เขียนเป็นไดอารี่ต่อล่ะกัน
เมื่อวานไปลาดกระบังมา    มันมี Heart street คล้ายๆ art street ของจุฬาแหล่ะ แต่ของขาย กิ๊บเก๋กว่าแยะ
กะไปหาไอ้โย นุช และ ไอ้เม่นหรือจะเรียกว่านางเม่นดีว่ะเนี่ย
 
ไปตั้งแต่5โมง  โหวงเลย ไม่มีอะไร ยังกะไปช่วยเขาจัดงาน โทรตามนุช ว่าอยู่ไหน นุชบอกว่าเพิ่งออกจากบ้าน น่านส์....
เลยเดินแตร่  คนที่นี่ โคตรเถื่อนเลย   ยังกะอยู่โรงเรียนลูกผู้ชาย  นานๆจะเห็นผู้หญิงเดินผ่านมาสักคน...
ทำให้รู้ว่า จุฬานั้นดีแค่ไหนแล้ว   เพื่อนๆเราน่ารักกว่าหลายขุม     
 
เดินเจอไอ้โยพ่นกราฟอยู่ แข่งอาร์ตสตรีทเนี่ยแหละ  
คิดถึงวันเก่าๆ ที่เคยจับไอ้กระป๋องกลิ่นฉุนยกขึ้นฉีดกำแพง แต่ครั้งเยาว์วัย   
เข้ามหาลัย   ไม่ได้แตะมันอีกเลยแหะ   อยากจะบอม กำแพงบ้านใหม่โคตร  แต่ไอ้โยไม่ว่างซักที ยืนพ่นคนเดียวมันก็จะเท่ห์ เกินไปหน่อยมั้ย  หล่ะนั่น  เกรงใจสายตาคนที่เดินผ่านไปมา
2ทุ่มครึ่ง  นุชเพิ่งจะมา   เลยรวมตัวไปกินข้าวกัน   กินเสรจก็นั่งชิว คุยกันและก็กลับบ้าน
 
หลงทาง.....   รู้ตัวอีกที อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไร้แสงไฟ ไร้ป้ายจราจร
ขับไปซักระยะ มันให้ความรู้สึกว่า คงจะได้สักการะ พระที่อยุธยา วันรุ่งขึ้นแน่นอน เลย เลี้ยวโค้งรถกลับทางเก่า
ยังดีที่เข็มทิศในหัวยังคงทำงาน เลย พา เราไปเชื่อมกับถนนที่คุ้นเคยได้อีกครั้ง
แล้วจึ่งบึ่งรถกลับบ้านด้วยเวลาในนาฬิกาบอกว่าเที่ยงคืนแล้ว 
หลับเปงตาย....
 
 
อ้ะ ง่วงอ่ะ เดี๋ยวเขียนต่อ
 
 
 
 
 
 
 
                                                                                 
 
 
 
  
2月7日

7th FEBuary ..BitterSweet Love Melody

ตอนนี้ ไม่ค่อยได้เขียนบล้อกเลยว่ะเนอะ  ขอบันทึกเรื่องราวจริงๆบ้างเหอะ
 
   เมื่อวาน เพิ่งกลับมาจากmeetingID ประจวบ ถึงบ้านปุ้ปเปลี่ยนชุดปั้ป ลุย ลาซาลเลี่ยนต่อ
 
เจอเพื่อนๆเก่าๆ รุ่นน้องเก่าๆ ครูคนเดิมๆ
 
แต่ละคนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา  
และพูดกันได้ไม่เตมปากเหมือนแต่ก่อน
       
ลาซาลเลี่ยนปีนี้ รุ่นน้องบอกกันมาว่า พวกผู้หญิงจะแต่งชุดราตรีแฟนซี เดินเข้าไปไม่อยากจะเชื่อ ว่าที่พูดจะเปนจริงได้
งานที่คล้ายงานโต้ะจีนของงานวัดกลายๆ กับสาวชุดราตรี เตมไปหมด   ช่างเปนภาพที่  ขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาด
(และก็สวยงาม)
 
หลังจากนั้นก็ยกขบวน คนใกล้ชิดไป We'za
   ส่วนใหญ่ก็พวกรุ่น22อ่ะ   พวกปีเรามันไม่มากัน   และส่วนหย่ายยอีกก็เปนพวกห้องศิล  ไม่ค่อยสนิทมากนัก
ไม่นึกว่าจะดึก  แต่ก็ทิ้งตัวลงนอนตอนตี3...
 
จนทำให้วันนี้ ต้องนอนๆเรียนๆ ทั้งวัน   แย่จริงเลย กลายเปนคนเที่ยวกลางคืนตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย
วันนี้เรียน textile ทั้งวัน   อาจานวิชัย ฮามาก   ไม่ค่อยได้เจอ อาจารย์ ที่มีบรรยากาศแบบครูมัธยม มานานมากแล้ว
รู้สึก อบอุ่น เหมือนวันเก่าๆ
 
ตกเยน ชวน เอิส ไปทานข้าว  ชวนว่าจะไป4โมงเยน แต่ดันเลิกซะทุ่มครึ่ง  และกว่าจะถึงเกษตรก็ปาไป2ทุ่ม
ไปนั่งกินร้าน sotus ใกล้ๆมอ แล้วไปต่อ b2s ดูหนังสือแล้วไปนั่งชิวที่อินแอนด์เอาท์ที่เดิม
 
  คน2คนที่น่าจะเดินร่วมทางกัน    ได้มานั่งใกล้ๆกันอีกวันนึง
เคยนึกเล่นๆว่า  ถ้าวันนั้น  เราโตและมีเหตุผลมีความคิดมากกว่านี้ วันนี้จะเป็นอย่างไรนะ
จะได้อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นและสบายใจกว่าตอนนี้อีกรึเปล่า
 
หรือว่าเราแค่เหงา  แค่ต้องการใครสักคนนึงในตอนนี้?
 
3ปีที่ผ่านมา ... ก็ต่างกันแค่ แต่ละคนถอยหลังออกมาคนละหนึ่งก้าว
เพียงแต่ เราคงไม่มีที่ว่างพอ ให้สามารถเดินกลับไปจุดเดิมได้อีก
    
เพราะ 'มีใครสักคนหนึ่ง'ได้มาเติมเต็มที่ว่างระหว่างเราซะแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
แย่จังแหะ  เดินไปทางไหน ก็เจอแต่ความหวัง    
 
        ไม่เคยเจอความจริงซักที.....
 
 
 
                          
 
 
   
 
2月2日

วันที่ 2 เดือน 2

บันทึก..... ลงไป
 
วันนี้....  เรามองดูทุกอย่าง  ด้วยปากที่ปิดสนิท
อาจเป็นว่า เมื่อคืนกลับบ้านดึก  นอนดึก  เลยทำให้ทุกอย่างดูเฉื่อยชาและเงียบเหงา
 
หงุดหงิด
อึดอัด
และเบื่อหน่าย
 
        ...เราอยู่บนโลกของคนขี้เหงารึเปล่า?
ประหลาดใจ...
ทำไม  เราต้องการใครสักคนที่มาสนใจ
ทำไมพอเรามีคนมาสนใจหนึ่งคนแล้วไม่พอใจ  อยากมีคนอื่นมาสนใจอีก
เมื่อไหร่มันจะจบ
 
  ต้องพยายามสื่อสาร
พยายามพูดคุย
ยกมือ แล้วตะโกนขึ้น ว่า "  นี่ ฉันอยู่ตรงนี้"
  เพียงให้อาณาเขตเล็กๆที่คุณยืนอยู่รับรู้ถึง การมีตัวตนของคุณ
 
แล้วยังไงหล่ะ...
  พอมีตัวตนก็ต้องการมีใครสักคนที่จะเข้าใจ และสามารถ ผ่อนภาระ  ช่วยกันแก้ไขเหตุการณ์เลวร้ายในแต่ละวัน
เพียงเพื่ออย่างน้อย ให้คุณรู้ว่า ไม่ได้อยู่คนเดียวได้
 
นานวัน... ไป
 
เวลาเปลี่ยน ใจเปลี่ยนแปลง  
                                                        .....เวียนวนไม่รู้จบ 
 
  ไม่ชอบให้คนมาวุ่นวาย      ปลีกตัวออก
 เริ่มเปลี่ยวเหงา         ใจก็โหยหา
 
ดิ้นรน ค้นหากัน   กับคำว่า 'คนรู้ใจ''เนี่ย
 
พอเริ่มมีความหวัง  พอเหนปลายทาง  
                   เวลาผ่านไป มันก็ดับเหมือน เปลวเทียนต้องลมซะอย่างงั้น
 
เหนื่อยโว้ย!!!
 
 
แล้ว กู จะยืนอยู่ตรงจุดไหน ของโลกนี้ได้ว่ะ
 
กูไม่รู้นี่หว่า   
 
 
ใครก็ได้ช่วยทีเถอะ