| Bez 的个人资料"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"照片日志列表 | 帮助 |
|
3月22日 an airport songสนามบิน เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง
ผู้คนมากมาย ได้ผ่านเข้ามาและเดินทางจากไปในดินแดนอันแสนไกล
จากสถานที่แห่งนี้
อาจเป็นการเดินทางของเด็กน้อย ที่ยังไม่เคยเห็นว่าบนนั้นมีอะไร
อาจเป็นการเดินทางของผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้ชื่นชมกับสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง
ได้แต่เพียงจับจ้องมองเวลา และเพชิญหน้ากับความเบื่อหน่ายของการรอคอย
และอาจเป็นการ ลาจากของใครบางคน ที่เดินทางจากชีวิตความเป็นอยู่แสนคุ้นเคย
ไปสู่ดินแดนอันเป็นปริศนา และไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรอคอยเค้าอยู่ข้างหน้า
เทอร์มินัล
คือห้องโถงขนาดกว้าง
คนที่เดินทางมาสถานที่แห่งนี้
มักจะเพชิญหน้ากับช่วงเวลาที่สะเทือนใจ
ถ้าใครซักคนนึง ไม่ได้กลับไปด้วยกัน
ผมเคยชอบสนามบิน
เพราะส่วนใหญ่ผมมักเป็นคนนั้น
ที่ถือกระเป๋าใบใหญ่
หัวใจสั่นรัวกับการเดินทาง
แต่คงไม่ใช่วันนี้
ที่หัวใจสั่นรัว
กับการลาจาก
แม้ระยะเวลา3เดือน อาจดูไม่ยาวนาน
แต่3เดือน..
ที่ทุกเช้าตื่นมาไม่มีเธอ
ช่างแสนนาน
เวลายังคงเดินต่อไป
เพียงเพลอ ผ่านไปแล้ว5วัน
อย่างที่ได้เคยบอกกล่าวไว้
คืนนี้
ผมจะลองหลับตา
และฟังบทเพลงของสนามบิน
มันคงจะเพราะจับใจ
3月18日 seperation: วันนี้ เดินทางกลับจากเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินเล็กแอร์เอเซีย ที่ดีเลย์ไป2ชั่วโมง
หลังจากได้มองเห็นแสงสุดท้ายของตะวัน กำลังลับขอบฟ้า
ความนิ่งเงียบและไออุ่นของแก้มที่สัมผัสกันเบาๆ
ทำให้ใกล้เคลิ้มหลับไป...
คงเป็นเวลาใกล้รุ่งของวันพุธที่แล้ว
ที่เราได้เดินทางด้วยกัน กับเพื่อนๆวัยเฟรชชี่บั้นปลายของเธอ
สนามบินสุวรรณภูมิแสนอบอ้าว
แม้จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นสนามบินดีเด่น แต่ภายใต้ฝ้าเพดาน
ยังคงมีบ้านอันแสนอบอุ่นของเหล่าบรรดาแมงมุมชักใย
ให้ได้มองอย่างน่าเอ็นดู
เราจะเดินทางกันอย่างลับๆ
เพราะถ้าคุณพ่อของเธอรู้ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้
พอสถานการณ์ปลอดภัย ผมจึงแบกกระเป๋าและเข้าไปสมทบกับเธอและเพื่อนๆ
เราคุยกันง่ายขึ้นด้วยภาษาของเกม
น่าแปลกใจที่เด็กเศรษฐศาสตร์ คุยเรื่องเกมสนุกกว่าสถาปัตย์เป็นไหนๆ
อายุเลยกลายเป็นเพียงตัวเลข
ผมกร่อนตัวย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กปี1ได้อย่างไม่ยากนัก
เธอและฉันตกลงกัน
ปรับเปลี่ยนมาอยู่ในสถานะของเพื่อนสนิท
เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้ใครรอบข้างไม่สบายใจ
ไม่ใช่เรื่องใหญ่
....เรายิ้มให้กัน
เครื่องบินทะยานสู่ฟ้ารับแสงตะวันของวันใหม่
เหมือนทุกครั้งที่ภาพนอกหน้าต่างมักจะทำให้ผมหลงไหล
ผมนั่งติดกระจกเหมือนเคย อย่างที่ปลายปีที่แล้วได้ไปไหนต่อไหนคนเดียว
แต่ต่างตรงที่ ข้างๆผมคราวนี้มีสาวน้อยที่น่ารักที่สุดในโลก
นอนอิงไหล่มองทุ่งหญ้าสีขาวของปุยเมฆด้วยกัน
ฝันไปคงไม่แปลก..
ถึงเชียงรายด้วยเวลาแสนสั้น
ภาพข้างนอกหน้าต่าง ไกลสุดสายตา
ประกอบด้วยทุ่งนาเขียวและท้องฟ้าคราม
...สงบ
และทุกอย่างดูเหมือนเดินช้าลง
พวกเราไปถึงที่พัก ที่อยู่ท่ามกลางทุ่งนาแสนกว้าง
เป็นโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่
ที่มีบ้านพักแสนหรูอย่างกับโรงแรมอยู่ที่ปลายนา
การต้อนรับทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เหนือคาด
ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเที่ยวสบายถึงเพียงนี้
หลังจากพักผ่อนหลับนอน
พวกเราก็ไปพิชิตน้ำตกในอุทยานใกล้ๆ
9ชั้นเหมือนดั่งดอยปุยเชียงใหม่
แต่ระยะทางสั้นกว่ามาก
เชียงรายร้อนจัดในตอนกลางวันและหนาวพอสมควรในเวลากลางคืน
ไร้แสงไฟ
แต่รายล้อมด้วยหมู่ดาว
...และแมลง
ที่อย่างน้อยผมก็โชคดีที่ได้พบแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
พวกเราไม่รอช้าที่จะไปคดตัวอยู่ในห้อง
เพราะโถงทางเดินตลอดมาเป็นที่ชุมนุม
ของบรรดา เจ้าบ้านน้อยใหญ่ ที่เป็นเจ้าของผืนดินกว่าร้อยไร่รอบบริเวณนี้
และพวกเขาก็รื่นเริงเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราๆจะทนไหว
วันรุ่งขึ้นในเวลาเลยเที่ยงแก่ๆเรามุ่งหน้าไปกว๊านพะเยา โดยที่แวะ วัดระหว่างทางบนยอดเขา
ของเขตพะเยา แสงสาด45องศา ในบรรยากาศเงียบที่สุด
ภาพของ วัดชินโตในนิกโกะ ญี่ปุ่น โผล่เข้ามาให้ได้นึกถึง
บนยอดเขานั้นพวกเราไหว้พระกัน และมองดูเมืองพะเยาจากมุมสูง
เสียงลม เสียงใบไม้
ประกอบด้วยเสียงลูกไม้ตกกระทบพื้นหินจากระยะไกล
ไม่ได้ร้องขอความสงบ
แต่เขาได้มาเยือนในช่วงเวลาที่เงียบงันที่สุด
ในสมองผมว่างเปล่า กับรอยยิ้มมุมปาก
ความสุขอยู่ไม่ไกล
กว๊านพะเยา เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในอันดับต้นๆของประเทศไทย
ในบามอาทิตย์อัศดง เหล่าผู้คน ต่างมาชุมนุมที่กว๊านพะเยา
และมองไปในทิศทางเดียวกัน
กลิ่นอายของทะเลสาบ กับกลิ่นเขียวของพืชน้ำ
และลมโชยอ่อนๆ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แล้วอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าที่กว๊านพะเยา
วันต่อมาพวกเราตื่นมาด้วยความคึกคะนอง
วันนี้เราจะเดินทางไปแม่สาย ข้ามไปยังแผ่นดินพม่า
ไม่แน่ชัดว่า ที่นี่ใช่ ท่าขี้เหล็กที่พูดกันหรือเล่า
เวลาหลอมไป5ชั่วโมงกับการช้อปปิ้งของสาวๆและหนุ่มๆ
ท่ามกลางแดดร้อนและของที่ถูก สัดๆ
ผมได้ซีดีเพลงดีดีหายากในราคา30บาทกลับมากว่า30แผ่น
กับหนังbox set ชุนจิ อิวาอิผู้กำกับ ลิลลี่ชูชู(และ ost ลิลลี่ด้วย)
ทำให้โครงการขึ้นดอยล่มไป
ขากลับแวะกินหมูกะทะกับเพื่อนๆชาวถิ่นของเจ้าของบ้าน
ก่อนที่จะกลับไปแยกย้ายกันตรวจดูของที่ได้ซื้อมา
วันนี้พวกเราเก็บของและพร้อมที่จะเดินทางสู่มหานครล้านนาของชาวเหนือ
เชียงใหม่ที่ดูเหมือนไม่ไกล
ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แสงสีและผู้คนมากมาย
ช่วงเวลาเหมือนดั่งบนยอดเขานั้น คงหาไม่ได้ง่ายนักจากที่นี่
หลังจากผ่านเวลาไปสู่ช่วงใกล้ค่ำ
พี่สาวสามคนของเพื่อนเธอ ได้จัดแจงการท่องเที่ยวในยามราตรี
มังกี้กับการเที่ยวผับครั้งแรกของเธอ
แสงสีและความครื้นเครง
เร่งสปีดของกาลเวลา ผ่านเข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสาม
พวกเราสิ้นแรงทันทีที่หัวถึงหมอน
นอนสลบต้อนรับวันใหม่
ดอยสุเทพเป็นอีกแห่งของจุดมุ่งหมายในวันนี้
ท่ามกลางแดดร้อนระอุ
รถแดงขึ้นเขาผ่านป้ายอุทยานน้ำตกที่ผมเคยมาเมื่อไม่นานนี้
ต่างตรงที่หญ้าและต้นไม้รอบข้างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงแห้งกรอบ
ดอยสุเทพ ไร้ซึ่งความสงบ
เสียงจอแจของผู้คน สะท้อนเป็นกระจกเงาให้เห็นถึงความต่าง
ระหว่างที่นี่และกว๊านพะเยา
แดดใต้ฟ้าเดียวกัน
แต่ทำให้ใจกระเจิงไม่เหมือนเดิม
หลังจากการพักผ่อนที่i-berry ของอุดม แต้พานิช
พวกเราเตรียมตัวกับการเดินเที่ยวถนนคนเดิน
ที่แห่งนี้ จัดเป็นสีสันของเชียงใหม่เลยก็ว่าได้
เนื่องจาก มีผู้ผลิตขาย มากกว่าผู้ซื้อมาขาย
ผลงานที่จัดวางอยู่บนพื้นถนนอิฐ จึงมีความหลากหลายแตกต่าง
งานศิลปะ ถูกจัดวางอย่างถ่อมตน สัมผัสง่าย
ตื่นตาตื่นใจกว่าที่เคยพบเห็นในเมืองกรุง
เวลาผ่านไปกับการถือของและเดินดูนู่นนี่
เหล่าศิลปิน เด็กแว้น เด็กฮิปฮอป และนักเลงช้อปปิ้งทั้งหลาย
เดินผ่านไปมาอย่างลงตัว เหมือนทุกคนที่หลับไหลอยู่ตามมุมเมือง
พร้อมใจกันออกมาเดินดูของในถนนสายนี้
ก็ผ่านไปจนใกล้ตลาดวายเที่ยงคืน
พวกเราเดินทางกลับที่พัก พร้อมที่จะจัดของ
เตรียมตัวกลับสู่บ้าน
กรุงเทพมหานคร
วันนี้ร้อนกว่าทุกวัน
สถานที่แรกที่ต้องมาเมื่อถึงเชียงใหม่นั่นคือ
รักแรกเมื่อแรกชิม ร้านเค้กแสนอร่อยในตำนานชาวเหนือ
...ซึ่งปิดวันจันทร์,นั่นก็คือวันนี้
แต่คุณป้าใจดีเจ้าของร้านเค้กเปิดประตูต้อนรับให้พวกเราไปซื้อผลงานของเขา
ความหอมหวานยังคงติดปาก ระหว่างทางไปสนามบิน
เนื่องจากเวลายังคงเหลือ
และกลางวันอันแสนระอุ
ทำให้พวกเราคดตัวกันไปดูหนัง spider wick ในห้างเซนทรัลแอร์พอท
ก่อนที่จะรีบร้อนเพื่อไปเช็คอินสายการบินที่แสนเลทต่อมาอีกสองชั่วโมง
ผมรู้ตัวอีกทีตอนที่สัญญาณไฟดังขึ้น
ล้อเครื่องบินบดลงกับพื้นสนามบิน
ช่วงเวลาสั้นๆหมดลง
วันเวลาที่ห่างไกลบ้าน ผ่านไป
ฉันและเธอ กับเพื่อนๆของเธอ
ผ่านไป....
ก่อนที่เธอจะเดินทางไปในต่างแดน
ก่อนที่โลกของผมจะหยุดหมุนลงในห้าวันข้างหน้า
กำลังจะผ่านไป
อย่างรวดเร็ว
...
สุหัสสา ในวันติวเอ็นท์เต็ก3ปีที่แล้ว
คัคนินท์ ในวันนี้
ผมได้แต่สงสัย
ว่าเป็นไปได้อย่างไร
ที่เธอยอมเปิดใจให้คนธรรมดาอย่างผม
3月11日 แพนโดร่าตามนิยายปรำปราของ เทพกรีก
มีอยู่หนึ่งตอนที่ว่าด้วยเรื่องราวของกล่องปริศนา
ที่มีชื่อว่า แพนโดร่าบ็อกซ์
แม้ว่า รายละเอียดของนิทานอาจไม่ครบถ้วน
แต่ผมพอจะรู้ว่า แพนโดร่าบ็อกซ์ นั้นคืออะไร
ขนาดอาจหลอกตา
เทียบได้กับกล่องใส่เครื่องประดับชิ้นหรูอันหนึ่ง
ถูกแกะสลักไว้ด้วยลวดลายวิจิตร พิศดาร
แต่สิ่งที่อยู่ภายในนั้นกลับลึกลับและชวนสยอง
บ้างก็ว่ากันว่า หากผู้ใด ริอาจหาญเปิดกล่องแพนโดร่า
ผู้นั้นจะนำพาภัยพิบัศมาสู่โลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บ้างก็ว่า ท้องฟ้าจะมืดดำ และปีศาจร้าย
จะหลุดมาจากห้วงมิติที่พวกมันถูกกักขัง
และสรรพสิ่งจะถูกทำลาย
แม้รู้ทั้งรู้อยู่ว่าสิ่งที่อยู่ภายนั้นอันตรายซักเพียงใด
แต่คนหลายต่อหลายคนต่างพิศวงในสิ่งที่สถิตอยู่ในนั้น
เป็นเสน่ห์ ลึกลับให้ชวนหลงไหล
เหมือนกับชัยชนะเล็กๆ ที่ทุกคนรู้สึกได้หลังจากฝ่าฝืนข้อห้ามบางอย่าง
และคงเป็นช่วงเวลาที่แสนสำคัญ
เมื่อคนหนึ่งคน
เจอกล่องแพนโดร่า ที่ร่ำลือ
ผมเชื่อว่า
เราทุกคนแล้วล้วนมีพื้นที่ส่วนตัว
ดินแดนอิสระ ภายในจินตภาพ
ที่ที่เราจะนึกคิด หรือทำอะไรได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
ผู้อื่นผู้ใดไม่มีทางรับรู้ นอกจากตัวของเราเอง
อาจเป็นช่วงเวลาที่อยากตะโกนด่าใครบางคนออกมาดังๆ
หรือช่วงเวลาที่ฮอร์โมนทางเพศฉีดพุ่งถึงขีดสุด
และก็อาจเป็นช่วงเวลา ที่เรากำลังคิดถึงใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง
ก็ตาม..
แน่นอนว่า
แพนโดร่าอยู่ที่นั่น...
เมื่อเหตุการณ์ประมวลบทสรุป
ผ่านสายตาและความคิด
ปรากฎ ปฎิกริยาจากสิ่งเร้า
ช่วงเวลา ก่อนที่เราจะเลือก
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
กล่องปริศนาก็ปรากฎกาย
หลายต่อหลายคนเลือกที่เปิดกล่องดำ
และทำในสิ่งที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าไม่ดี
แล้วโลกของพวกเขาเหล่านั้น
ได้เปลี่ยนไปจากเดิมนับแต่นั้นมา...
3月1日 ทฤษฎีของดาวพลูโตตอนประถมปีที่5เราได้เรียน สปช.บนเนื้อหาที่ว่าด้วยอวกาศ
ดวงดาวที่อยู่ไกลขอบที่สุดของระบบสุริยะจักรวาล
ถูกขนานนามว่าพลูโต
พลูโตและชารอน
และเมื่อเพียงไม่นานมานี้ ดวงดาวพลูโตที่ผมรู้จัก และที่ใครๆรู้จัก
ได้ตัดสินใจ ออกเดินทางไปในอวกาศอันกว้างใหญ่
อาจเป็นเพียงแค่ข่าวสารทางวิทยาศาสตร์
แต่ก็ยังมีบทเพลง ที่กล่าวถึงเขาและเธอ
ไม่ได้มีบทบาทอะไรเกี่ยวข้องกับเรา
จะเพียงอยู่หรือไม่อยู่
เราก็ไม่เคยแหงนหน้ามองดวงดาว
แล้วบอกได้ว่าแสงบนนั้น อันไหนคือดาวพลูโต
จะว่าไปแล้ว
อยู่หรือไป พวกเราก็ไม่ได้รับรู้อะไร
หากเปรียบชีวิตเราเหมือนดวงดาว
มีผู้คนมากมาย ต่างวนเวียนผ่านเข้ามา
และโคจรจากไป
บางคนอาจเปรียบดั่งดวงอาทิตย์
ที่มีอิทธิพลต่อ ชีวิตของเรา
หรือดวงจันทร์ ที่อยู่กับเราเสมอ
แม้ในยามที่ไม่ต้องการ
อาจจะเป็นดวงดาว
ที่สุกสว่างสวยงามในได้จับตามอง
และอาจเป็นเศษอุกกาบาต
ที่เราอยากหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
พลูโตคงไม่ต่างอะไรกับมนุษย์
เพื่อนที่อยู่ปลายขอบสุดของความสัมพันธ์
เชื่อมโยงด้วยแรงดึงดูดหลวมๆ
ต่างกันเพียงระยะทาง
และปัจจัยทางกาลเวลา
ก่อนที่จะแยกจากไป
ผ่านวันและคืน
แม้ดวงดาวจะอยู่ตรงนั้น
แต่มันไม่เคยอยู่ที่เดิม
ในอวกาศที่เรียกว่าชีวิตของมนุษย์
เราอาจเป็นเพียงดาวพลูโตของกันและกัน
....
เราต่างรู้ว่าเคยมีดาวที่ชื่อว่าพลูโต
|
|
|