| Bez 的个人资料"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"照片日志列表 | 帮助 |
|
4月28日 เมษาแห่งการเติบโตผ่านพ้นไปแล้ว เรือนไทย
หลังจากการวางโครงการ และเริ่มลงมือทำเกือบหนึ่งเดือน
........... ก็มาถึงวันนี้ วันปิดต้นฉบับ
รู้สึกโล่งจัง
งานเรือนไทย หนังสือของนิสิตสถาปัตปี2ที่จะต้องทำให้เสรจเพื่อขายควบคู่กับ ละครถาปัด
แม้ว่าหากจะย้อนกลับไปตั้งแต่ โบราณปางก่อน
แหล่งกำเนิดของหนังสือ เล่มนี้อาจเป็นเพียง กระดาษเขียนข้อความ มุขตลก และสาระขำขันมากมาย
ที่ต่างก็นำมาแปะไว้ ใต้ชายคาเรือนไทย ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
และก็ถูกมารวมเป็นเล่มเพื่อออกจำหน่าย เอาเงินไปใช้กันขำๆในหมู่เพื่อนๆ
....นานเท่าไหร่แล้วผมไม่รู้
แต่สำหรับ 'เรือนไทยรักไทย' ของปีนี้ นับได้ว่าเป็นสิ่งดีดีสิ่งหนึ่ง ที่ผมได้เจอ
นอกจากมันจะสอนรายละเอียด ในการสร้างสรรค์หนังสือออกมาหนึ่งเล่มให้คนอย่างเราๆอ่านแล้ว
มันยังสอนสิ่งที่อยู่เหนือกรอบของตัวงาน
นั่นคือการร่วมทำงานกับคนอื่นๆ
ฟังคนอื่นมากๆ คิดให้มากๆก่อนพูด คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
...เปิดใจ และ ปล่อยวาง
ผมเคยระเบิดอารมณ์ไปหนึ่งครั้งตอนที่มีคนหลายคนมาแก้งานทั้งหมด
"งั้นมึงก็ทำไปให้หมดเลยแล้วกัน"ผมพูดออกมาในเชิงสุภาพๆ
......บ้าไปแล้ว ผมมองงานส่วนรวมเป็นงานส่วนตัว
ทั้งๆที่แก่นจริงๆของมันคือ งานกลุ่มชั้นปีพวกเรา
คนหนึ่งคน ไม่สามารถมองเห็นเหรียญได้ทุกด้านได้ในเวลาเดียวกันหรอก
และคนหนึ่งคนจะไม่สามารถเก่งขึ้นได้เลย
ถ้าไม่เจอคนที่เก่งกว่า
โชคดีของผม ที่ได้อยู่ร่วมทำงานในหมู่บรรดาอัจฉริยะบุคคล
และมีที่ว่างมากพอที่จะให้ผมวิ่งตามคนเหล่านั้นได้อย่างสนุกสนาน
ขอบคุณ เรือนไทย
ที่ให้ผมเติบโต
พร้อมกับลมร้อนเมษา
........................ ที่กำลังผ่านไป
4月25日 แด่ เด็กน้อยแห่งวันของความฝันมันเป็นวันที่อากาศร้อนวันนึงเลยทีเดียว
ท่ามกลางห้องที่กระจัดกระจายด้วยหนังสือ
และแผ่นกระดาษ งาน หนังสือละคร
ผมตื่นขึ้นมาอย่าง งัวเงีย
เป็นอาทิตย์ที่การพักผ่อนของผมไม่เคยเกิน4ชั่วโมง
เหนื่อย แต่สนุกและท้าทาย
วันนี้ เป็นวันที่ร้อน และแสบตาอย่างมาก
ก็อาจเป็นไปได้ที่ช่วงเวลาที่ผ่านมาผมไม่ให้ความสำคัญในการพักสายตา
จนทำให้เงาในกระจกเช้าวันนี้ดูอิดโรยและหมดแรง
ผมอาบน้ำและแต่งตัวออกจากบ้าน หยิบ กล้องคู่ใจกระโดดขึ้นรถ มุ่งสู่มหาวิทยาลัย
โดยทิ้งเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม ให้นั่งทำงานหนังสือต่อไปในบ้านของผม
วันนี้เป็นวันที่กลุ่มเพื่อนวิชา human relation นัดกันไปให้ของเด็กผู้ยากไร้ที่คลองเตย
ผมต้องมาเจอเพื่อนร่วมคณะเพื่อเอาของก่อนที่จะตามพวกที่เหลือไป
หลังจากหลงทางอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็เดินทางมาถึง สถานเลี้ยงเด็กเมอร์ซี่สลัมคลองเตย
เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมเลยทีเดียวที่ได้เข้ามาสู่สถานรับเลี้ยงเด็ก ผมแปลกใจในความสวยงามของอาคาร
ที่แฝงไปด้วยความเงียบเหงา สถานที่ของวัยแห่งความฝันทำไมถึงดูวังเวงได้แบบนี้
อาจเป็นไปได้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาเที่ยงตรง เด็กหลายๆคนจึงหลับอย่างมีความสุขบนเตียงนุ่มๆก็เป็นได้
พวกเราก็มาถึงห้องกว้างห้องหนึ่ง
หลังจากที่วางของเรียบร้อย เด็กๆก็ค่อยๆเดินเข้ามา
สาและเบลล์ รวมถึง โต้ด นัท เอ็ม ปอมและไอ้กระติก ก็ทำการแจกของเด็กๆ
ส่วนผมก็ทำหน้าที่ที่ผมชอบที่สุด คือการถ่ายรูป
น้องโบ้ท เด็กป2 ผู้ไม่รู้จักความหมายของชื่อตัวเอง สงสัยในสิ่งที่ผมถืออยู่มาก
เขาเข้ามาวนเวียน ให้เปนนายแบบจำเปนอยู่เนืองๆ
ไม่นานนัก เขาก็ได้เปนเจ้าของกล้องสีดำที่ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับมือเล็กๆของเขา
หลังจากที่เขารู้วิธีกดชัตเตอร์แล้ว บรรดานางแบบรุ่นพี่ ก็มารุมล้อมน้องโบ้ทอย่างไม่ขาดสาย
เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของเด็ก ทำให้วันนี้สดใสพอๆกับท้องฟ้าสีครามที่ไร้เงาเมฆ
ผม มี ความ สุข
ความสุข ที่ได้แบ่งปัน ส่วนนึงที่ยังคงเป็นเด็กของผม ให้กับพวกเขา
เด็กน้อยในวันแห่งความฝัน
ก่อนผมจะจากไป
ผมบอกกับโบ้ทว่า
สิ่งที่เขาเล่นอยู่สิ่งนี้เรียกว่า กล้อง
เปนเครื่องมือ วิเศษที่สามารถ หยุดเวลาได้
ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจผมมั้ย
แต่รอยยิ้ม ของเขาทำให้ผมอยากตบหัวเล่นๆแบบน้องชาย
และพวกเราก็เดินออกประตูไป
พร้อมกับการโบกมือลา ของมิตรภาพต่างวัย
พอถึงหน้าประตูพวกเราก็ถ่านรูปเป็นที่ระลึกอีกครั้ง
หน้าป้ายของศูนย์เลี้ยงเด็ก เมอร์ซี่
ไอ้โต้ดวิดวะ ถามผมว่า เมอซี่นี่มันอะไรวะ
ผมตอบไปว่า ก็บ้านเมตตาไง
และแล้วก็มีเสียงเล็ดรอดออกมาจากใครไม่แน่ชัด
"บ้านเมตตาของเด็กติดเชื้อน่ะ"
ผมนิ่งไป
นึกถึงคำที่ผมบอกกับโบ้ทไปว่า
พอเขาโตขึ้น ให้ลองถ่ายรูปดู จะได้รู้ว่าโลกมันสวยขนาดไหน
รอยยิ้มของเขา...
.....อาจตอบอะไรผมมากกว่านั้น....
... แด่เด็กน้อยแห่งวันของความฝัน
4月15日 บีบ บีบ'16missed call'
เขาหยิบโทรศัพท์ ออกมาดูจากซองพลาสติกที่ชุ่มน้ำ
12 สายที่เรียกเข้า เป็นของเบอร์โทรศัพท์ ที่คุ้นเคย
คนขายปืน หยิบขวดน้ำเย็นจากถังน้ำแข็ง ออกมาให้เขา
"เติมให้หน่อยนะครับ"เขายิ้มด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยแป้ง
เขาลังเลสักพักขณะที่มองจอสี่เหลี่ยม
แล้วความสนุกสนาน ของเทศกาลสงกรานต์ บังคับ ให้เขาเก็บโทรศัพท์ ลงไปในกระเป๋าอันเดิม
ไอ้แว่นเหลี่ยม ข้างหน้าเขา หันมาดูเพื่อแน่ใจว่า มิตรสหายทุกคน พร้อมจะเดินหน้าลุยคลื่นฝูงชนอีกครั้ง
เขาอัดลมเข้าไปในปืนเพื่อ เตรียมยิงบรรดา สาวๆที่มาเฉลิมฉลองเทศกาลที่เปียกที่สุดในโลก
รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ถูกแจกจ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ตลอดเส้นทางที่เคยเป็นถนนสัญจรของทุกๆวัน
แม้แสงสว่างธรรมชาติ จะหมดไปตามธรรมดา มนุษย์ ก็ยังสัญหา แสงสังเคราะห์มาใช้ ไม่ให้ได้หลับได้นอน
บนพื้นถนน เจิงนองไปด้วยน้ำขังขุ่น คลุกไปด้วยแป้งดินสอพอง
บรรดาเหล่าคนที่สวมใส่ เสื้อผ้าเปียกโชก เดินสวนไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ราตรีไม่เคยหลับไหล ที่ปีนึงมี3วัน
ได้นำพามนุษย์วัยคะนองมารวมกัน ที่ถนนสีลม
และเขาก็เดินต่อไป .....
พร้อมความสุขสนุกสนาน
ก่อนกลับบ้าน เขาโทรกลับ
.........................................
"ถ้าชั้นตายไปเธอก็คงไม่สนใจใช่มั้ย"
"ชั้นไม่ให้เธอไปแล้วยังจะไปอีกเหรอ"
"เธอไปเล่นกับใครรึเปล่า โดนใครปะแป้งมาบ้างอ่ะ"
"ชั้นโทรไปตั้งหลายรอบ ไม่ยอมโทรกลับ ตั้งใจใช่มั้ยเนี่ย"
"เธอมีความสุขกับมัน แต่ฉันต้องนั่งเปนทุกข์อยู่ที่บ้านรู้รึเปล่า"
"ทีเธอไม่ให้ชั้นไป แล้วทำไมเธอจะไปอีกล่ะ"
"เพื่อนมันสำคัญกว่าชั้นมากเหรอ"
"สนุกมากใช่มั้ย"
"เราอยู่กันห่างๆซักพักดีกว่า"
ไกลกันกลายเป็นเหินห่าง
ใกล้เกินต่างขาดอากาศหายใจ
นี่มันอะไรเหรอ....
.. ความรัก?
-----*ไม่ใช่เรื่องของคนเขียนหรอกนะ
4月11日 น้ำเน่าเขาถีบจักรยานอย่างเร่งรีบ
ผ่านทุ่งหญ้า ฤดูร้อนอันสดใส
อากาศเย็นสบายและ มีลมอุ่นๆพัดมาตลอดเวลา
ถนนลาดยางมะตอย ขนาบข้างรางรถไฟ
ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา
ฝูงนกย้ายถิ่น ขับขาน กึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
เสียงโซ่ จักรยาน ที่หมุนรอบวง อย่างรวดเร็ว สามารถดึงความสนใจจากชาวนาแถวนั้นได้อย่างดี
แต่เขาไม่มีเวลาแล้ว
ไม่มีเวลาแม้จะปาดเหงื่อ ที่ไหลเข้าตาจนเกิดอาการ ระคายเคืองไปทั่วหน้า
ในใจเขาไม่มีคำว่าเหนื่อย มีเพียงแต่ ว่า จะต้องไปถึงสถานีรถไฟ ให้ทันเวลา
ทุกอย่างเป็นความผิดของเขาเอง
หลังจากได้อ่านจดหมายของเธอ
..เธอผู้ที่กำลังจะไปเรียนต่อในเมืองหลวง
เขากลับไม่สนใจ และคิดว่าไม่ว่ายังไงก็คงได้พบกันอีก
แต่15นาทีสุดท้ายก่อนกำหนดการรถไฟที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง จะเคลื่อนขบวน
เขาตระหนักได้ว่า เขาคิดผิด
มีอะไรบางอย่างที่บันดาลให้เขารู้ว่า
เขาต้องไปส่งเธอให้ได้
แม้เวลาสั้นๆก็ยังดี ขอให้ได้พบเธออีกสักครั้ง
ก่อนที่ระยะทาง จะพรากพวกเขาจากกัน
ทุกครั้งที่มองนาฬิกา จิตใจเขาก็หวั่นไหว
เพราะมันบอกให้เขารู้ว่า รถไฟควรจะออกไปแล้ว
แต่เขาก็ยังดึงดัน
ถีบจักรยานไปเพื่อให้ถึงจุดหมาย
โดมหลังคารถไฟ ตั้งตระหง่าน ณ ริมขอบฟ้า
จุดหมายของเขาอยู่เบื้องหน้า ไม่ไกลเกินไป
เขายิ้มอย่างมีความสุข
สายลมที่พัดโชยมา
สะบัดหยาดเหงื่อที่ชุ่มใบหน้าและเส้นผมผมของเขา
ให้หลุดลอยกระทบพื้นยางสีดำ
.....
จักรยาน นอนอยู่อย่างเดียวดาย
ไม่มีวี่แววของเจ้าของผู้เร่งรีบ
ชานชลาที่ว่างเปล่าไร้วี่แววของรถไฟ
แต่มีผู้คนยืนรออยู่เป็นกลุ่มๆ
ทำให้เขายิ้มออก
และมั่นใจในศักยภาพของการทางรถไฟ
ที่มักจะมาหลังเวลานัดหมาย
และให้โอกาศเขา ได้ อำลาเธออีกครั้ง
.....
เขาเดินหาเธอ
ทุกเก้าอี้ ริมราง
ทุกชานชลาที่มีอยู่
เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆตัวหนึ่ง
มองออกไปสุดขอบฟ้าสีคราม
วันนี้ไม่มีแม้เมฆขาว
หรือม่านหมอก
มันควรจะเป็นวันที่สดใส
แต่ในใจของเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น
"พ่อหนุ่ม ชีวิตจริงมันไม่เหมือนในภาพยนตร์หรอกนะ"
ลุงขายน้ำตะโกนปลอบ เขา
ผู้เจอกับความจริง
4月9日 เรื่องขี้หมา...สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยบนโลกปัจจุบัน
ไม่ใช่ ขี้หมา แต่ เป็น เรื่องขี้หมา
คนบางคนอาจเรียกมัน ต่างกันไปตามอารมณ์
แต่นี่ก็เป็นชื่อที่ผมเรียกมัน
เดินเหยียบขี้หมา
ไม่ตาย แต่เหม็น
จริงมั้ย
หลายคนอาจสงสัย
ไอ้ เรื่องขี้หมา ที่ไอ้เบส บ่นอยู่
มันหมายถึงอะไรกันแน่
มา ผมจะยกตัวอย่างให้
แบบว่า ...
"เบสๆ เราไปไม่ได้อ่ะ"
" ทำไมอ่ะ"
"คือ แบบที่บ้านเราน้ำไม่ไหล เลยอาบน้ำไม่ได้ เลยต้องออกไปช่วยแม่ตักน้ำจากบ่อ และก็ต้องมาต้มให้เดือด
ไม่งั้นเด๋วไอ้ตัวร้อยขา มันจะเข้าไปในตัว แล้วมันจะเพาะพันธุ์ กลายเป็นฝูงตัวร้อยขาในท้องเรา แล้วเราต้องไปหาหมอ
เสียตังค่ารักษา ดีไม่ดีต้องนอนโรงบาล แล้วเราก็จะไปมหาลัยไม่ได้ และอาจ อดสอบ โดนf วิชานั้น ทำให้เราต้องซิ่ว
ไปขายพวงมาลัย ตามสี่แยกพระราม4 สูดควันพิษบ่อยๆแล้ว จะเปน มะเร็งปอด และเราก็ต้องตายอย่างน่าสงสาร..."
.....
"เออ มาไม่ได้ใช่ป่ะหล่ะ"
"ไว้คราวหน้านะ"
"อืม"
"โทดทีนะ "
"เออ"
เรื่องขี้หมา..... ไม่ตาย แต่เหม็น
หลายคนเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มา
การนัดหมาย ที่ถูกยกเลิกวินาทีสุดท้าย
คุณ รู้สึกไงบ้างครับ?
สำหรับ ผม
ผมเบื่อ
ผมเจอมาพอสมควรแล้ว เหตุการณ์ แบบนี้
เลยมีภูมิคุ้มกันกลิ่นได้พอสมควร
แม้ ตอนแรก อาจนึกบ่นในใจ
แต่ไม่นานก็ลืม
และอาจมีกลิ่นติดมาในความทรงจำบ้างเล็กน้อย
เรื่องขี้หมาครับ เป็นธรรมชาติของคน
แม้ที่บ้านผมจะสอนมาบ่อยๆ ว่า ถ้ารับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้
พูดก็พูด เถอะ ผมก็ยังเคย ปาขี้หมาใส่คนอื่นเหมือนกัน
แต่เพียงไม่บ่อยเท่านั้นเอง
คนเราผิดพลาดกันได้
แต่ ถ้าทำไม่ได้
หรือไม่อยากทำ
ก็ไม่ควรรับปากคนอื่น
เพราะอาจทำให้คุณถูกเหม็นขี้หน้า เอาได้
ไม่มีไรครับแค่รู้สึกอึดอัด อยากระบายลงบนบล้อก
และไม่ได้พาดพิงถึงใคร
แค่ เหม็น เฉยๆ
4月7日 ฟังผมปัญหาที่ผมกำลังเพชิญอยู่ในตอนนี้
มันใหญ่หลวงมาก
และผมคิดว่าจะไม่สามารถ หยุดมันได้ง่ายๆ
'EGO'
คำพื้นๆ ที่ได้ยินกันทั่วไป
ผมเป็นคน ego จัด
คนหนึ่งเลยทีเดียว
ในแว่บแรก ของทุกสิ่ง ผมคิดว่าผมถูกเสมอ
ทั้งที่ๆ ถ้า ถอยหลังกลับมาดู จะมองเห็นว่ามัน ไร้สาระ และ ไม่สร้างสรรค์ ในหลายๆเรื่อง
ผมสงสัย
ว่าทำไม ทุกครั้งที่มีใครเสนออะไร
ในหัวของผม มันมักให้คะแนน ติดลบเสมอ
และพอผมได้เพชิญกับ คน ego จัด อีกหลายๆคน ผมก็เลยตระหนักได้ว่า
คนEGOจัด มัน น่าเบื่อขนาดไหน
คนเหล่านั้นไม่ฟังเหตุผล
ในหัวเขา มีแต่คำว่า กูถูก ซึ่งสามารถมองได้จากแววตาอันไม่เป็นมิตร
เถียงจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
และคิดว่า งาน 'กลุ่ม' คือ งาน'เดี่ยว'
ใครผิดแปลก จากที่เขา ตั้งแง่ไว้
คนเหล่านั้น ผิด
พยายาม ยกเหตุผลต่างๆนาๆ เพื่อมายืนยันความเหมาะสมและถูกต้องที่สุด ของงานตัวเอง
อย่างที่บอก
ใครผิดแปลก หรือ ขัดขวาง
ก็ไม่พอใจ
และคุณลองคิดดู
ถ้า คน ego จัด หลายๆคน มาร่วมกันทำงาน หนึ่งอย่าง ด้วยความคิดที่ต่างกันไป
อะไรจะเกิดขึ้น?
ผมกลัว...
ผมไม่อยากให้ใครรู้สึกไม่ดีกับผม
เพราะผม รู้ว่า EGO ของผมมันแรงเหลือเกิน
ผมใจร้อน
และสิ่งที่เป็นตัวตนลึกๆของผม มักจะวิ่งหลุดออกมาจากใจ
ก่อนที่ผมจะรู้ตัว
แต่ผมจะพยายาม ปรับตัว
และฟังความเห็นของทุกๆคน
อย่างดีที่สุด
ผมหวังว่า ทุกคนก็จะฟังซึ่งกันและกัน
และช่วยกันทำงาน ของพวกเรา ให้ประสบผลสำเร็จ
เพราะมันเป็นงานของพวกเรา STU72
4月6日 meeting ครั้งสุดท้ายของ stu72กลับมาแล้ว
พร้อมกับรอยแผลที่เท้าอันเจ็บปวด
ภายใต้ผืนน้ำที่สวยงามและเงียบสงบ
ใครจะรู้ว่ามีก้อนหินอันแหลมคมซ่อนอยู่อย่างเยือกเย็น
การเดินทางไป meeting และ สัมมนารับน้อง ที่อาจเรียกได้ว่า เป็น ครั้งสุดท้ายของ stu72
ได้จบลง อย่างเรียบง่าย
ณ ที่เดิม
จุดเริ่มต้น ของการพักผ่อนปลายเทอม ครั้งแรก
วังแก้ว ระยอง
แปลกประหลาดที่พวกเรา สบตากันอย่างชินชา
และไม่สนิทสนม กับทุกๆคนเหมือนกับการเดินทางครั้งแรก
แต่ละคน มีพื้นที่ส่วนตัว
และมีคำจำกัดความของคำว่าเพื่อน เป็นวงแคบๆ เล็กใหญ่ต่างกันไป
ผมเคยอ่านเจอ ข้อความหนึ่ง
ที่เขาว่า เพื่อนจะแปรผกผันกับกาลเวลา
และในมุมมองของ ผมแล้ว
ผมเชื่อในคำนั้น
เพราะผมได้สัมผัส ทฤษฎีนั้นผ่านกาลเวลาเกือบ20ปีที่ผ่านมาบ้างแล้ว
ผมยอมรับว่า ผม 'ตั้งใจ' ที่จะคบเพื่อนเป็นกลุ่มเล็กๆ
มากกว่าที่จะทำความรู้จักไปซะทุกคน
เพราะ แสงไฟจาก เทียนไข สำหรับผม มัน อบอุ่นกว่า แสงจันทร์ที่ฉายแผ่ไปทั่วชายหาดมากนัก
มิตรภาพ และความรัก
ยิ่งแบ่งมาก
ยิ่งสูญหาย
อย่างที่พี่ชายผมเคยพูดไว้
ผมเชื่อว่า ทุกคนท้ายสุดแล้ว ก็ต้องอยู่คนเดียว
แต่มันจะมีค่าอะไร ถ้าคุณรู้สึกว่า 'อยู่คนเดียว'
ในกลุ่มคนที่คุณเรียกว่า'เพื่อน'
....กลุ่มคนที่มองคุณ ที่เห็นคุณ เป็น'คนรู้จัก'
ในแววตาของคนหลายคน
ผมสังเกตเห็นความเหงา
และความว่างเปล่า
เหมือนที่ผมเคยพบ
นั่งอยู่อย่างนั้น
คิดคำพูดบางคำ เพื่อยืนยัน "ตัวตน" ต่อกลุ่มเพื่อนของเขา
ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ หัวเราะ สนับสนุน
เป็นการดี ที่จะมองข้ามรายละเอียดอย่างที่ผมได้พบเห็น
แต่จะมีใครมั้ย ที่จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขาไม่รู้สึกถึง
ช่องว่าง ระหว่างบุคคล
ผมได้เรียนรู้ และปรับตัวกับความเงียบ
ซึ่งรู้สึกว่ามันเป็นเส้นทางที่ทุกคนต้องเพชิญภายภาคหน้าอยู่แล้ว
แต่ผมก็ไม่หลีกเลี่ยง ที่จะอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก
แม้บางทีผมสุดแสนจะอึดอัด
และเบื่อหน่าย ในข้อความสนทนาบางบท ของคนกลุ่มใหญ่
ที่มักเน้นไปเรื่องใต้สะดือ และไร้สาระที่พาดพิงคนอื่นเสียหาย
แต่ในเมื่อเราอยู่ในสังคม
ก็ต้องหมุนไหลไปตามสังคม
เพียง อย่าลืม ตัวตน ของตนเอง
ให้โอกาศ ตัวคุณอีกคนหนึ่งได้พูดคุยกับคุณบ้างในบางเวลา
ที่สงบและผ่อนคลาย
เขาอาจอยากบอกอะไรบางอย่างกับคุณก็ได้
สำหรับผมแล้ว
การเดินทางไปวังแก้ว ในครั้งนี้
ผมเห็นอะไรหลายอย่าง ที่เปลี่ยนไป...
ผมเห็น ความรักที่ผลิบานอย่างมีความสุข
ความเหงา ของคนบางคน ที่ถูกลืม
เห็นมิตรภาพที่ลดขนาดลง แต่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
และ เห็น ท้องฟ้า คลื่นลม และทะเลอันกว้างใหญ่
..... เปนการเดินทางที่สงบ และสวยงามอีกครั้งหนึ่ง
4月3日 "โคตรซึ้ง" อาหารชั้นยอดทำไม สิ่งที่มันไม่ได้เป็นดั่งหวัง
ถึงตราตรึงติดตาของเราไปนานจังว่ะ
เคยสงสัยกันบ้างมั้ย
ที่จริงผมก็ไม่รู้
แต่จะว่าไป เรื่องโคตรซึ้ง ในมุมมองของผมแล้วนั้น
มักจะจบแบบไม่แฮปปี้
เพราะสิ่งที่จบแฮปปี้ มันไม่ซึ้ง แต่มันจะสุขแทน
ซึ่งมักไม่เป็นที่จดจำนักหรอก ไอ้เรื่องสุขๆเนี่ย
เหมือนกิน ลูกกวาด กะ ขาไก่ในน้ำสปิริตเน่าๆ
ทุกวันนี้ ผมพูดได้เตมปาก ว่าผมยังจำรสชาติ ขนมขาไก่บนน้ำสปิริตวันรับน้องได้สนิทแน่น มากกว่า ลูกกวาดเป็นไหนๆ
ก็จริงอยู่ที่คนเราต่างขวญขวายหาความสุข
แต่มันจะมีค่าอะไร ถ้าไอ้สิ่งที่เรียกว่าความสุขมันมาหาได้อย่างง่ายดาย
มันเลยต้องมีเรื่องเศร้า
เรื่องให้ผิดหวัง
เพื่อเพิ่มความหมายของความสุขที่เราใฟ่ฝันไว้ที่ปลายทาง
เรื่องซึ้งๆจึงถือกำเนิด
แปลกจริง
อาจเป็นเพราะคนเราชอบความเจ็บปวดงั้นหรือ
เจ็บ เพื่อให้รู้ว่า เราอยู่บนโลกของความจริง
เพื่อให้ได้ฟันฝ่ามันออกมา
ไม่ได้นอนหลับฝันตากแอร์อยู่บนเตียงนุ่มๆ?
หลอกตัวเองไปวันๆ?
ผมอาจเป็นคนบ้าคนนึง
ที่มักไม่ยินดีกับฉากจบที่พระเอกปราบผู้ร้ายได้
หรือ นางเอกวิ่งเข้ามากอด พระเอกกลางทุ่งหญ้า และให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป
บางทีผมอาจสบถขึ้นมาในใจเล่นๆก็ได้แบบ "บ้าไปแล้วเหรอมึง เปนไปได้ที่ไหนว่ะ"
แต่ฉากที่ นางเอกลุกขึ้นมา พบว่าชายคนรักซดยาพิษดับชีวิตตนเองหมายที่จะตามเธอไป และเธอก็แทงตัวเองตายตาม
เกาะกินและให้ความหมายในการรับชมของผม ดีกว่าเป็นไหนๆ
...........................................
ผมมีโอกาสได้ตราตรึงกับ บทประพันธ์ที่ถ่ายทอดมาเป็นเกมหนึ่งเกม ของเครื่องเพลย์สเตชั่น2 เกมหนึ่ง
เกมนั้นมีชื่อว่า Shadow of Colossus (เรื่องที่2ของผู้เขียนICO ที่เคยสร้างเปนเกมมาก่อนหน้านี้)
อันเป็นเรื่องราว ของอัศวิน คนบาป
ที่ขโมยดาบศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามออกมาจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่นครที่ถูกลืม
เพื่อเพียงหวัง แค่ร่างหญิงคนรักอันไร้วิญญาณ ที่ตนพามาด้วย จะฟื้นขึ้นมาตามตำนานที่เล่าขานกันมา
และยิ้มให้กับเขาอีกครั้ง
เมื่อเขาวางร่างของหล่อนลงบนแท่นพิธีกรรม เหล่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนที่ถูกลืมก็ทำการยื่นข้อเสนอกับเขา
"หากเจ้ารัก หญิงคนนี้จริง เจ้าต้องทำการปลดปล่อย colosus ทั้ง16ตน บนดินแดนแห่งนี้เสียก่อน"
ด้วยหัวใจอันผูกพันกับนางผู้เป็นที่รัก เขาจึงยอมทำตามเสียงแห่งขุนเขานั้น
และ เมื่อ colossus ตนสุดท้ายได้ถูกทำลาย
เขาก็พบว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียวบนดินแดนแห่งนี้
ในห้องโถงอันกว้างใหญ่
ชายผู้เหนื่อยล้า ยืนเพชิญหน้ากับ เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์และองค์ราชา ที่เดินทางมาทวงดาบที่อยู่ในมือเขาคืน
อีกเพียงแค่ช่วงเวลาน้อยนิดเท่านั้น
เขาก็จะสามารถช่วยชีวิตของเธอผู้อันเป็นที่รักได้
แต่เรื่องมักไม่เป็นดั่งฝัน
คำว่า สายเกินไปแล้ว ขององคราชา
เป็นคำสุดท้ายที่เขาได้ยิน
ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกลูกธนู เสียบทะลุไปทั่วร่าง
เขาล้มลง
ช่วงลมหายใจสุดท้าย เขาพยายามเอื้อมมือไปหาเธอ ผู้นอนหลับไหลผมปลิวไสวสะท้อนแดดอยู่เบื้องหน้า
และทุกอย่างก็มืดลง
เขาถูก ปีศาจของดินแดนนี้หลอกใช้ เพื่อปลดปล่อยวิญญาณของมันที่ถูกจองจำในรูปปั้นทั้ง16 ตนที่ได้ถูกทำลายไป
องคราชา ยกดาบขึ้น แล้วร่ายมนต์สะกด ปีศาจตนนี้อีกครั้ง
ด้วยความยากลำบาก
แล้วพวกเขาก็เดินทางจากไปจากดินแดนแห่งนี้ พร้อมกับระเบิดทางเข้าออก เพื่อให้
มันถูกลืมไปตลอดกาล
เรื่องราวของชายผู้ทุ่มเททุกลมหายใจ เพื่อหญิงผู้เป็นที่รัก
ก็ได้ถูกลืมไปในนครแห่งนี้เช่นกัน
=ฝันร้าย sleeper one:
http://music.doo-dd.com/wma1/full/friday_express2/doo-dd_com_friday_express2_04.wma = อยู่เพื่อตัวเอง liberty version : http://music.doo-dd.com/wma1/full/indycafe_loveu2/doo-dd_com_indycafe_loveu2_01.wma
4月2日 เมษาและลมร้อนวันนี้ คงเป็นวันสุดท้ายยย แล้วสิเน่อ
ที่จะนอนตีพุง กินหนม อยู่บ้าน
แบบหลับเช้าตื่นบ่ายแบบวันก่อนๆ
พรุ่งนี้เป็นต้นไป คงต้อง ออกไปเพชิญแสงแดด แบบร้อนโคตร
ไปเจอโลกฤดูร้อนนนน กลางเมือง ชื้นๆอ้าวๆ แสนสุขสบาย
ไปพบเพื่อนๆ ทั้งเก่าๆ
และเพื่อนใหม่ๆ ที่ร่วมเรียน วิชาเลือกด้วยกัน
ทริปอันดามัน ที่คาดหวังไว้ เริ่มรู้สึกแปลกๆแล่ะ
จะไปกันเปล่าเนี่ย
ถ้าไม่ได้ไปปีนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกตอนไหนแล้วนะเว่ย ปีหน้าก็คงเริ่มทำงานกันแล้ว
ทริป เกาะช้างของเพื่อนลาซาล มีวันที่16เมษา
ประมาณว่า หลังเล่นแดด สงกราน ก็ลุยแดด ชายหาดต่อเลย
อืม
ตกดึก เราคงหายตัวได้เลยนะเนี่ย
ซึ่งทริปเกาะช้างเนี่ย ไม่แน่ว่าจะไปได้เปล่า
ถ้าไม่ชนอันดามันคงจะไป
มั้งนะ
อีกอย่าง วันอังคารนี้ ก็ไปสัมมนา ถาปัดรุ่น72 ที่วังแก้ว หัวหิน อีกแล้ววว
ทะเล โว้ว ทะเล
เอา หนังสือ เสกสรร ไปอ่านดีกว่า ซื้อหนังสือ มาเพียบเลย
ในที่สุดก็ได้มีโอกาศไปอ่านหนังสือริมหาด ซ้าที
ตอนนี้อ่า อิโคะอยู่ สนุกดีนะ แฟนตาซีสวยงามดี ไม่ฟุ้งเฟ้อ ปํญญาอ่อน
เล่นหนามาก
แบบปาหัวหมาร้องเอ๋งเลย
คงไว้ใช้หนุนก้นได้สบาย
แต่อยากอ่าน วิหารที่ว่างเปล่า กะ เพียงพบไม่ผูกพัน ให้จบก่อนในทริปนี้
คงเปิดมุมมองให้กว้างขึ้นแบบที่พี่เราแนะนำมั้ง
ทะเลสวยๆก็ต้องคู่กับ หนังสือ ดีดี จริงมั้ย
อดทนรอไม่อ่านเพื่อไปอ่านที่ทะเลเลยนะนี่
เมษา ก็ เดินทางมาแทนที่ มีนาแล้วสินะ
และพาลมร้อน มาด้วย
คงมีอะไรคึกคักน่าดู ปีนี้
เพื่อน โอบ ไหล่ กัน สุขน่าเสียดาย
ที่ท้ายสุดแล้ว ชีวิต ม.ปลายได้ผ่านพ้นไป อย่างไม่มีวันหวนกลับคืนมา
มีหลายต่อหลายคนพากันพูดเป็นเสียงเดียวว่า
เพื่อน ม.ปลาย เป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุด
ผมได้มีโอกาส สัมผัส มิตรภาพที่เหนียวแน่นอย่างที่ใครบอกกันมา
...เพียงช่วงสั้นๆ
น่าเสียดาย
ที่ช่วงเวลาเหล่านั้น ผมไม่ไขว่คว้า ที่จะปรับตัวให้เป็นที่พอใจของเพื่อนๆตั้งแต่ตอนแรก
ไม่พยายาม ไปไหนมาไหน กับพวกเขา
ไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากไปเล่นเกมกับเรียนพิเศษ
ครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปในวงกลมของคำว่าเพื่อน คือเมื่อปิดเทอมตุลา ของมัธยม6
ซึ่งเปนครั้งแรกที่ผมได้ออกไปค้างคืนนอกบ้านด้วยตัวคนเดียว
ผมเป็นคนคิดมากและต้องการเป็นที่ยอมรับ
ซึ่งแต่ก่อนมานั้น
ถ้าย้อนกลับไปดู ไอ้เบส มันก็แค่ไอ้ลูกคุณหนูคนหนึ่ง ในหมู่เพื่อนๆ
ที่เอาแต่ใจ และไม่เอนอ่อนให้ใคร
การออกเดินทางไปพักบ้านที่ระยองของไอ้ธเนศ รึที่เรียกกันว่า คุณ'สมบูรณ์'ชื่อพ่อเขา
เป็นการเปลี่ยนแปลงของมุมมอง และการกระทำของผมอย่างมาก
ตอนนั้น ผมอยากมีเพื่อน เพื่อนที่เข้าใจและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจริงๆ
ผมยังรู้สึกอึดอัด เหมือนยังอยู่นอกกลุ่มของเพื่อน
ผมเคยน้อยใจหลายครั้งที่รู้สึกเหมือน วงกลมของคำว่าเพื่อนไม่มีที่พอสำหรับผม
แต่หลังจาก กลับมาใช้ชีวิตเทอมสุดท้าย ที่เหลือในกางเกงสีน้ำเงิน
มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป
พวกเราไปไหนมาไหนกันเป็นกลุ่ม
เล่นตะกร้อวงกันอย่างสนุกสนาน
กินข้าวด้วยกัน
เล่นบาส เตะบอลด้วยกัน
นั่งคุยกันหน้าห้อง แซวเพื่อนที่โดนกลุ่มแฟนคลับกรี้ดกร้าดอยู่เบื้องล่าง
ถึงแม้ผมอาจไม่ได้มีโอกาศไปไหนกับพวกเขานอกรั้วโรงเรียนบ่อยๆเหมือนที่ควรจะทำ
แต่ช่วงเทอมสุดท้ายของมัธยมปีที่6 ก็ทำให้ผมได้สัมผัส คำว่าเพื่อนอย่างแท้จริง
มิตรภาพที่กำลังสุกงอม ของเหล่าเพื่อนหัวเกรียน
กลับแปรเปลี่ยนเป็น ของเหล่าเพื่อนมหาวิทยาลัย
ที่ต่างแยกย้ายจากหมู่เหล่าของตนเองมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง
ผมมอบความจริงใจและความหวังดี ให้กับเหล่าเพื่อนใหม่อย่างเต็มที่
สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ความอบอุ่น ที่ได้อยู่ในวงกลม ของ คำว่าเพื่อน อีกครั้ง
ปี1ที่แต่ละคนต่างพบ และรู้จักกัน
เพาะปลูกเมล็ดแห่งมิตรภาพให้เบ่งบาน
แต่พอเวลาผ่านไป
ไม่แน่ชัดด้วยเหตุผลทางความคิด หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ตางกัน
วงกลมของคำว่าเพื่อน ค่อยๆบอบบาง เล็กลง
และเล็กลง
เรามองมุมกว้างขึ้น
แต่ที่อยู่ในใจกลับลดลง
จนไม่พอสำหรับต้อนรับคนอื่น
เพียงแค่ตัวของเขาเองก็อาจอึดอัดมากพออยู่แล้ว
แต่ละคนเริ่มเดินตามหนทางของตนเอง
เลือกตัดสินใจด้วยตัวเอง
มีเรื่องราวของตนเอง
ไม่ได้ไปไหนมาไหนเหมือนกลุ่มเด็กนักเรียนหัวเกรียนอย่างเมื่อก่อน
จนผมไม่แน่ใจว่าวงกลมของเพื่อน ในตอนนี้มันยังอยู่แข็งแรงดีหรือเปล่า
...........................................................................................
คุณรู้สึกมั้ย
เวลาที่ผ่านไป กลับทำให้คุณ ไม่สามารถ โอบไหล่เพื่อนได้อย่างอบอุ่น เหมือนสมัยก่อน
อาจเป็นเพราะ โลกส่วนตัว ของแต่ละคน มันเติบโตขึ้น
และคุณอาจจะอยู่ลึกกว่าที่คนอื่นจะเข้าถึง
ลึกลงไป ในความเป็นตัวของตัวเอง
จนสิ่งที่เห็นอยู่อาจเป็นเพียงแค่เปลือกของคุณ
ที่คอยทักทาย 'คนรู้จัก' ที่เดินผ่านมาและผ่านไป
แค่นั้นเองหรือ
ผมเชื่อว่ามิตรภาพยังอยู่
เพียงแต่รูปแบบมันอาจไม่หอมหวานเหมือนวันวาน
4月1日 เศร้าใจ นี่กูเปนอะไรไป....
เสียงดังกึกก้องในสมองที่ว่างเปล่าของเขา ฉุดให้เขารู้สึกตัวอีกครั้ง
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาคือความจริงที่ไม่สามารถหลบหนีไปได้
เข้ามองมัน
มองเข้าไปในกรอบสีเหลี่ยมที่สะท้องแรงเรืองๆ ในห้องอันมืดมิด
ตัวอักษรเรียงร้อยอยู่ในจอภาพ ค่อยๆปรากฎเปนประโยค
มันไม่ได้สื่ออะไร เพราะเขาเคยอ่านมันแล้ว
ข้างในใจเขากรีดร้อง อย่าเศร้าโศก
พรุ่งนี้ คือสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิด และต้องยอมรับมัน
.........................................................................
เธอปฎิเสธที่จะรับรู้เรื่องราวอะไรทั้งนั้น
ในห้องที่เตมไปด้วยผู้คน และกลิ่นกาแฟ
เสียงหัวใจเธอเต้นไม่เปนจังหวะ
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง
มองออกไปอย่างนั้น
โดยไม่ได้คิดอะไร
น้ำตาเธอไหลมามากแล้ว
แต่ก็ไม่มีใครสนใจที่จะเข้ากอดและปลอบเธอ
กอดตัวเองอยู่บนเก้าอี้นุ่มๆ คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้
................................................................
เขาเดินออกจากห้างสรรพสินค้า อย่างไร้ชีวิต
เดินเรื่อยมาจนถึงริมชานชลารถไฟฟ้า
เขามองไปยังฝั่งตรงกันข้าม
ผู้คนยังใช้ชีวิตกันอย่างปกติ และไม่มีใคร สนใจแววตาที่หม่นหมองของเขา
แต่ละคน อยู่ในโลกของตัวเอง ที่กำลังหมุนต่อไป
และตัวเขาก็เช่นกัน ..ที่ต้องเดินต่อไปตามกาลเวลา
และรถไฟฟ้าก็มาถึง...
เขายกมือขึ้นมานวดดวงตาอันเหนื่อยล้า
และน้ำตาก็หยดลงสู่พื้น
...................................................................
เขามองผู้คน เดินผ่านไปมาอย่างมีความสุข
แต่ละคนตะโกน กู่ก้องด้วยความยินดี
มีเพียงเขาที่นั่งมองด้วยความอิจฉา
แม้เรื่องที่ตลกที่สุดก็ไม่อาจทำให้เขายิ้มได้
ในตอนนี้
โทรศัพท์ ในมือของเขา เตรียมจะต่อสายออก
แต่มันก็อยู่ในสภาพนั้น
สภาพที่เขาได้แต่กำมันไว้
เขายังจะไม่พร้อมที่จะพูดกับใคร
เขาอยากจะตาย
และอยากล้มลงตรงนั้น
ให้มันเป็นความฝันตลอดไป
แต่เขาทำไม่ได้
...และไม่รู้จะทำอะไรดีในตอนนี้
ได้แต่จ้องมองโทรศัพของเขาอย่างนั้นเรื่อยไป
.................................................................
เหมือนกับที่ทำทุกเย็น
การวิ่งรอบหมู่บ้าน ประจำวัน
เธอวิ่งออกไป
ลมที่ออกจากปากของเธอ แทรกไปด้วยเสียงอื้ออึง
แฝงด้วยความเศร้า
เธอพยายามคิดแค่เพียงการนับ ลมหายใจ เข้า และ ออก
พื้นยางรองเท้าบดไปกับคอนกรีต
เสียงดังไปทั่วหมู่บ้านที่เงียบเหงา
วิ่งสิ วิ่ง เธอตะโกนออกมาอย่างเจ็บปวด
ใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา ไม่อาจหยุดความมุ่งมั่นของเธอได้
เพียงหวังว่า เธอ คงหนีจากมันไปได้ซักพักหนึ่ง
แค่นิดเดียวก็ยังดี
..........................................................................
หลังจากนั้น2ปี
พวกเขาทั้ง5คน ร้องบรรเลงเพลงอย่างมีความสุข
ล้อมรอบกองไฟ ริมหาดทรายสีขาวสดใส
บนเกาะแห่งหนึ่งที่ไกลออกไปในอันดามัน
เพื่อรอคอยการมาของราตรีที่ยาวนาน
พร้อมกับเสียงกีตาร์โปร่งหนึ่งตัว
เพียงเพราะคำว่า "ขออภัย คุณไม่ผ่านการคัดเลือก" บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในวันที่1เมษายน
อย่างเช่นวันนี้
นำพาให้พวกเขา มาพบ และรู้จักกัน
|
|
|