Bez 的个人资料"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"照片日志列表 工具 帮助

日志


5月24日

อืม...อาจจะสงสัย

ว่า ไอ้คนเขียนบล้อก เนี่ย
มันเป็นอะไรมากเปล่า
 
เขียนแต่ละอย่างยังกะพระเอกหนังไทย
รู้แจ้งไปซะทุกเรื่อง
เก่งตายอ่ะ
 
คับ  ผมยอมรับ บางทีผมอ่านไปก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกันในบางเรื่อง
แต่ที่จริงแล้ว
ผมไม่รู้อะไรเลย
 
มันยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมไม่รู้
แต่ผม เขียนเพื่อหาคำตอบ
ผมเขียนเพื่อตัวของผม  บันทึกสิ่งที่ได้สงสัย  สิ่งที่ได้เจอ
เขียนเพื่อ เตือนตัวเอง
 
ตัวจริงของผม ไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรจริงจัง เหมือนที่เขียนไปหรอก
ออกจะไร้สาระซะมากกว่า
บางทีก็พูดไม่รู้เรื่อง
แต่การเขียนบล้อก  ก็เปนอีกงานอดิเรกนึงของผม
เพราะผมหลงรักในเวทมนต์ของตัวอักษร
ผมเคยอ่าน งานเขียนดีๆของนักเขียนชื่อดังหลายคน
อย่างเช่นคุน วรพจน์  คุนลุงเสกสรรค์
รวมถึงภาพhesheitของวิศุทธฺ
เลยหวังว่าซักวันนึง
ผมคงสามารถทำให้คนอื่นหลังรักในตัวอักษร เหมือนที่ผมเป็นบ้าง
 
 
นะค้าบบ
 
.....อืม ว่าแต่ใครจะมาอ่านบล้อกกูว้ะ
นอกจากเพื่อนๆของเรา...เหอเหอ
5月23日

ฉันเห็น

ผมลองเดินหลับตา ไปตามทางเดินที่ครึ้มไปด้วยเงาของต้นจามจุรี
 
เพียงผมพักประสาทการมองเห็น ผมกลับได้พบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดมากมาย
ผมได้ยินเสียงลม ที่พัดผ่านสนามบอล
ผมได้ยินเสียงนก ที่กระซิบกันไปมาอยู่เบื้องบน
ผมรู้สึกถึงเสียงบดของยางรถกับพื้นถนน ที่ค่อยๆผ่านมาและผ่านไป
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเอง ที่ค่อยๆย่างกรายอย่างระมัดระวัง
รวมถึงลมหายใจที่ผ่านเข้ามาและไหลออกไปในความสงบ
 
เพียงแค่เราหลับตา ทุกอย่าง จะสงบขึ้นมาก
และเมื่อผมลืมตาขึ้น
 
โลกก็กลับสู่สิ่งที่มันเป็น
 
 
 
....วันที่22พฤษภาคม  วันจันทร์ ที่ครึ้มไปด้วยเมฆฝน
โทรศัพท์ตั้งเวลาปลุกไว้ตอนสิบโมงเช้า ด้วยเพลง ของริเบอรตี้
น่าแปลกที่ผมคว้ามันมาแล้วพูดฮัลโหล อย่างเคยชิน
แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ...ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น
 
แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ เป็นวันที่นัดพลับไปสอนคนตาบอดที่อนุเสาวรีย์
แม้ในใจลึกๆอยากนอนหลับต่อ แต่ก็ไม่มั่นใจว่ามันจะได้ตื่นมาทันมั้ย เลยรีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า
แล้วหยิบ บัตเตอร์เค้กสองก้อน ลงไปลาคุนพ่อคุนแม่ แล้วออกรถไปพาราก้อน
 
 
นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส
สถานที่ที่คนหลบสายตากัน
ใช่   ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม
เพราะเราไม่รู้จักกัน  ทุกคนก็ต่างมองออกไปกันคนละทิศคนละทาง
เหมือนคนที่ยืนอยู่บนนั้นไม่มีตัวตน
..คนหนึ่งคนบนโลกหนึ่งใบ
..ด้วยมุมมองของตนเอง
 เขาคงไม่เห็นใคร
 
สถานีอนุเสาวรีย์ ...เป็นครั้งแรกที่ผมก้าวออกมาอย่างคนหลงทาง
เพราะ ไม่เคยมาที่นี่เลย จึงเดินไปไหนไม่ถูก
ผมเดินตามเสียงโทรศัพท์ไปจนเจอกับพลับ เวอร์ชั่นผมตรงยาวหน้ากลม
แล้วก็ไปกินก๋วยเตี๋ยวกับนุ้ยก่อนที่จะออกไป สถานสงเคราะห์คนตาบอด
 
 
แล้วเขาก็มาถึง นักเรียนคนแรกของผม
บนชุดนักเรียน ปักด้วย อักษรไทย2ตัว     ส.ส. 
เปรม  น้องม.6จากสามเสน 
เพียงแว่บแรกเขาคือ คนปกติทุกอย่างสำหรับผม
แต่พอได้นั่งสอนการบ้านวิชาภาษาอังกฤษ ผมประหลาดใจ
ว่าคนหนึ่งคนที่ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงสีสันของท้องฟ้า
หรือรูปร่างของวัตถุ   จะสามารถเข้าใจในความหมายของมัน
ลองให้ผมหลับตา แล้วมีคนบอกว่า ต้นไม้มีสีเขียว
ผมคงถามกลับไปว่า สีเขียวคืออะไร
 
ใช่ ผมไม่มีทางรู้เลย
แม้ผมอยากจะกระโจนเข้าไปในความคิดของคนที่ไม่เคยมองเห็นสีสัน
อยากรู้ว่า สำหรับเขาเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปบนฟ้า เขาจะเห็นอะไร
หรือ เมื่อยืนอยู่ริมหาด เขาจะรู้สึกอย่างไร
แม้แต่ หน้าตาของคนที่พูดด้วยนั้นจะเป็นยังไง
 
ถ้าใครมาเอาความสามารถในการมองเห็นของผมไปในตอนนี้
ผมคงทนอยู่ไม่ได้ในโลกที่ขาดสีสัน
และขาดความสวยงามของสิ่งที่สายตามองเห็น  แต่ไม่สามารถสื่อออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้
แต่คนที่อยู่เบื้องหน้าของผม
เขาแข็งแกร่ง
และมีความหวัง มีกำลังใจ
ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขไปด้วย
เมื่อได้เป็นดั่งมือ และตาให้กับเขา แม้ช่วงเวลาสั้นๆ
 
ผมถามเขาว่าอยากไปที่ไหนที่สุด 
คำตอบของเขาคือ อยากไปที่สงบๆ  ไกลๆจากผู้คน 
เมืองที่ผมยืนอยู่ คงไม่ใช่คำตอบของเขา
เพราะสำหรับเขาแล้ว  แค่เพียงเสียงผู้คนก็คงอึดอัดพอดู
 
แม้ผมอยากให้เขาได้เห็น มุมมองของกรุงเทพ อย่างที่ผมเคยเห็นมัน
อย่างเช่น เวลาขับรถกลับบ้านหลังเลิกละครดึกๆดื่น
เวลา มองมันออกจากกระจกบานใหญ่ที่tcdc
หรือแม้แต่เวลาที่ฝนตกรถติด
เหตุการณ์สวยงาม  และเรื่องราวดีดี เกิดขึ้นมากมายในกรุงเทพของผม
ผมอยากอธิบายให้เขารู้ว่า ความสงบมันไม่ได้อยู่ไกลหรอก
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเห็นมันรึเปล่า
 
.....แต่ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง
 
 
4โมงกว่าๆ  ท้องฟ้าส่งสัญญาณของเมฆฝนครึ้มที่กำลังเคลื่อนที่มา
ผมก้าวขึ้นรถแท้กซี่ไปมหาลัย
วันนี้รถคงจะติดน่าดู..
 
 
ps.ขอบคุณพลับ ที่ทำให้วันนี้ได้เจอสิ่งดีๆ
thx จ้ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
5月22日

วงล้อแห่งลุมพินี

หลังจากลงทางด่วนพระราม4 ที่อาจจะเรียกได้ว่า
เป็นดั่งเส้นทางประจำวันของผม
ได้มีสิ่งแปลกใหม่ตั้งตระหง่านขึ้นใกล้ๆกับสวนลุมพินี
 
ใช่ โรงเรียนของผม เคยเอาของแบบนี้ มาให้เล่นเหมือนกัน ในวันลาซาลเลี่ยนแฟร์
แม้ตอนหลังๆ ผมจะไม่เคยไปย่างกราย หรือเดินเฉี่ยวเลยตั้งแต่ป.4
มันคือชิงช้าสวรรค์
 
แล้วชิงช้าสวรรค์ มันแปลกตรงไหน มันก็พบเห็นได้ตามงานวัดทั่วไปตามต่างจังหวัด
ไม่น่ามีอะไรอภิรมย์นอกจากเสียงแท่ด แท่ด ของเครื่องยนตร์ และควันเสียอันหอมหวน
 
แต่ชิงช้าสวรรค์ที่นี่ ตั้งตง่านราว60ฟุต สามารถส่งเราไปในระดับห้องผู้บริหารของอาคารอื้อจื่อเหลียงใกล้ๆได้เลย
นอกจากค่าเล่นราคาระดับผู้ดีแล้ว  มันดึงดูดความสนใจของผมมาก
เพราะ ทุกครั้งที่ผมขับรถขึ้นสะพาน ไทยเดนมาร์ก..อ่ะ เบลเยี่ยมน่ะ
ภาพของวงล้อแห่งลุมพินี ตัดกับแสงพระอาทิตย์ตก
มักจะทำให้ผมต้องชะลอรถ และถูกเปิดไฟสูงไล่เป็นบางครั้ง
 
 
เพราะมัน     สวย....จังเว่ย
 
แว่บแรกผมคิดไปถึง  มุมมองที่ได้ไปนั่งบนนั้นกับใครบางคน
นั่งจับมือมองพระอาทิตย์ตกด้วยกัน
ตัดด้วยฉากของเมืองที่กำลังหลับไหล และเงาของต้นไม้ที่ทอดยาวออกไป
 
คงมีความสุขน่าดู
 
เนอะ..
5月20日

ความสุขนั้นคือ...

 
เพลงหนึ่งเพลงที่ถูกสร้างสรรค์ โดยวงดนตรีที่ผมชื่นชอบวงหนึ่งในใจผม
นั่นคือวง 'สุนัขสมัยนิยม'
 
ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ ผมจำได้ว่ามันเป็นบ่ายแก่ๆวันหนึ่ง  ขณะนั่งอยู่ที่เบาะหลังรถยนตร์ของพ่อ
ซึ่งกำลังจะขับกลับจาก การไปซื้อของที่จัตุจักร   อากาศร้อนก็จริงอยู่
แต่การที่แอร์ในรถไม่ยอมทำตามหน้าที่ของมันอันนี้น่าโมโหกว่า...
 
ผมที่กำลังหงุดหงิดจ้องมองปลาทองที่เพิ่งซื้อมาว่าย วนอยู่ในถุงอากาศกลมโต
 
แล้วเพลงนี้ก็ดังขึ้น...
 
ผมหยุดแล้วรีบบอกพ่อว่าอย่าเพิ่งเปลี่ยนนะครับ
เพราะพ่อผมมักเป็นประเภทว่างเปนไม่ได้จะต้องเปลี่ยนสถานีไปเรื่อยๆ
ใช่  เหมือนผมตกหลุมรักเพลงนี้เข้าไปเต็มๆ
ทุกครั้งที่ยินเพลงนี้ผมจะมีความสุข
 
 
 
...happiness is...
 
 
 
 
 
 
5月15日

Tokimeki Memorials

เกม หนึ่งเกม ที่ผมเคยเล่นและยังจำได้ไม่ลืมเลือน
ชื่อของมันคือ tokimeki memmorial
ผู้ชายวัยประมานผมก็น่าจะรู้จักมันบ้าง 
เพราะมันเป็นเกม ที่แปลกแหวกแนวเกมนึงเลยในสมัยนั้น
รูปแบบ ของเกมไม่ซับซ้อน
เพียงแค่เลือกคำตอบให้ถูกใจ คู่สนทนา ซึ่งปรากฎในภาพ2มิติ
เป็นตัวละครผู้หญิงน่ารักๆหลายรูปแบบ
 
เราเรียกมันว่า เกมจีบสาว
ทั้งๆที่คำตอบที่ให้เลือก เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่คนไทยก็ยังสามารถ ปล่อยบทสรุปแปล ความหมาย
ออกมาเป็นภาษาไทย ให้เด็กๆอย่างเราเลือกคำตอบให้โดนใจ
หนำซ้ำ
ตัวเกมยังมีสูตร  ให้ตั้งชื่อ อะไรซักอย่าง
คาดว่า ถ้าแปลเป็นไทย คง'ติ๊ก เจษฎาพร'หรือไม่ก็ 'ฟิลม์ รัฐภูมิ'เถือกนั้น
ผลก็คือ สาวๆทุกคนในเกม พากันหลงไหล
ตัวละครของเราหัวปักหัวปำตั้งแต่เริ่มเกม
 
แน่นอน ผมก็ต้องเลือก ชิโอริ ผู้เป็นนางเอก แสนดี แสนเก่ง อ่อนโยน น่ารัก อยู่แล้ว
ทำไมจะไม่ได้หล่ะ
เพราะในเมื่อมีบทสรุปอยู่ในมือ
บอกคำตอบที่ถูกต้อง
รวมถึงevent ที่สำคัญ ที่ต้องทำให้ได้ก่อนจบการศึกษาในเกม
 
คนอื่นๆผมไม่สนใจเลย
แม้พวกเธอจะรักตัวละครของเราขนาดว่า
ตอนเย็นยังเดินมาถามจะกลับบ้านด้วยกันมั้ย
หรือแม้แต่ ถ้าโทรนัดไปออกเดทที่ไหน
ไม่มีใครซักคนจะปฎิเสธ
 
แล้วไง ผมจะรักชิโอริ คนอื่นจะทำไม
เหตุการณ์ ต่างๆผ่านเข้ามา ในเข็มนาฬิกาของเกมที่หมุนไป
พอจะจบการศึกษา  ชิโอริ มางอนซะอย่างนั้น
อาจเป็นเพราะ อ่านหนังสือหนัก ความเครียดลงกระเพาะ หรืออย่างไรไม่ทราบ
ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจนัก
ในเมื่อทำทุกอย่างที่หนังสือได้บอกไว้
มันต้องจบ happy ending แน่ๆสิว่ะ
ทำไมเปนยังงี้ status ของเราก็เตมสูบแล้ว
แล้วทำไม ชิโอริถึงเกลียดซะอย่างนั้น
 
ฉากจบ เป็นฉาก ซากุระที่ว่างเปล่า มีแต่เราเดินออกจากโรงเรียน ตัวคนเดียว
น่าน....ผมไม่ยอม เลยเริ่มเล่นใหม่
เก็บทุกรายละเอียดจนคิดว่า ครั้งนี้ไม่พลาดแน่
happyending ชัวๆ
ฉากจบ เป็นฉาก ซากุระที่ว่างเปล่า มีแต่เราเดินออกจากโรงเรียน ตัวคนเดียว
....
 
ผมเลยเลิกเล่น
ทิ้งไว้เพียงความไม่เข้าใจ
แล้วออกไปเล่นกับเพื่อน
 
ไปพบ คนจริงๆ   โลกจริงๆ  บนเข็มนาฬิกาของชีวิตที่กำลังหมุนไป
และไม่สามารถ เริ่มเล่นใหม่ได้อีกครั้ง
 
 
มองย้อนกลับไป ผมคงเลือกคำตอบผิดไปหลายข้อ
รวมถึงพลาดเหตุการณ์สำคัญๆ ไปหลายอย่าง
จึงทำให้หลายคนเข้ามาในชีวิต แล้วก็จากไป เหลือไว้เพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่แสนหวาน
แม้ผมจะไม่มีบทสรุป
หรือสูตรทำให้รูปหล่อ
 
 
แต่คนหนึ่งคนนี้ จะขอผ่านมันไปอย่างมีความสุข
 
 
 
 
 
 
 
5月11日

เงา

พระอาทิตย์ก็ยังคงสว่างเหมือนทุกๆวัน
ท้องฟ้าสีคราม มีเมฆขาวลอยประปราย  ไม่ผิดแปลกอะไร
ผมมองมันค่อยๆเคลื่อนผ่านไป
บิดเบือน และขยับไปมาตามสายลมอย่างสนุกสนาน
 
แดดอ่อนๆส่องผ่านแมกไม้เบื้องบน เป็นแสงระยิบระยับตกทอดลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง
เงาของมันเคลื่อนที่ไปมาเหมือนกำลังเต้นรำกันอย่างมีความสุข
สายลมที่พัดโบกตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศใต้ร่มไม้ตรงนี้ น่าหลับไหลอย่างมาก
 
 
และก็มีผู้หญิงคนนึงวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น
"นี่ๆแย่แล้วหล่ะ"
ใช่ผมรู้จักเธอ   เลยไม่ตกใจอะไรที่จะมีคนวิ่งเข้ามาพูดด้วยแบบนี้
ผมถามเธอไปว่าเกิดอะไรขึ้น
"มีอะไรไม่รู้วิ่งตามชั้นมาตลอดเลย" เธอพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ผมมองไปรอบข้าง ก็เห็นแต่ ทุ่งหญ้าสีเขียวสดไม่มีวี่แวว ของสิ่งอันตรายจะตามเธอมาเหมือนที่เล่าซักนิดเดียว
น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ ผมถามเธอไปอย่างสงสัย
"ไม่หรอก แต่มันตามชั้นมาตลอดเลย"
ผมเลยบอกให้เธอพาไปดูสิ่งที่เธอคิดว่าตามเธอมาตลอด  แล้วเธอก็ดึงผมขึ้นออกสู่ที่โล่งกว้างกลางแดด
"นี่ไงๆ" เธอชี้สัตว์ประหลาดสีดำเบื้องหน้าเธอที่ขยับตัวออกมาจากทุ่งหญ้า
 
ผมมองดูมันด้วยความประหลาดใจ
เพราะไม่ว่าเธอจะทำอะไร  มันจะพยายามทำตามเธอทุกอย่าง
อย่างเช่นเมื่อเธอยกมือขวาขึ้น  มันก็พยายามขยับสิ่งที่ดูเหมือนแขนตามแบบที่เธอทำ
ก็ดูเป็นมิตรนี่หว่า ผมพูดกับเธอและบอกว่า ให้ลองคุยกับมันดู
"จะบ้าเหรอ จะให้ชั้นคุยกับตัวอะไรก็ไม่รู้..."เธอตอบ
น่าประหลาด ..เจ้าตัวนั้นพยายามส่งเสียงแบบที่เธอเพิ่งพูดไป แม้จะไม่ชัดเจนก็ตาม
เหมือนมันกำลังปรับตัวให้เหมือนเธอ
ด้วยความขี้เล่นของเธออยู่แล้ว เธอจึงคุยกับสัตว์ประหลาดเหมือน ครูสอนเด็กเล็กให้พูด
ใช่ ผม มองดูอยู่ห่างๆ เพื่อมีอันตรายอะไร จะได้ช่วยเธอได้ทัน
 
แล้ววันเวลาผ่านไป เธอก็ยังคงนั่งคุยกับมันอย่างสนุกสนาน
แม้รูปร่างของมันจะเปลี่ยนเป็นรูปทรงที่ชัดเจนขึ้นแล้ว แต่รอบตัวมันยังคงเป็นสีดำใส สนิทอยู่
ไม่น่ากลัวเหมือนคราวแรกที่เราทั้งสองคนได้เห็นมัน
ผมมองดู เธอกับสิ่งนั้น โต้ตอบกันอย่างกับ เป็นเหมือนเพื่อนอีกคนนึงของเธอ
น่าตลก   ที่ผมผู้นั่งอยู่ใต้ร่มไม้  เหมือนจะถูกลืมไปเสียแล้ว

แล้ววันนึง เธอมาปลุกผม ที่เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้
ในเวลาเช้าๆพระอาทิตย์กำลังขึ้นวันหนึ่ง
ผมตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
ภาพแรกที่ได้เห็นคือ เธอ ยืนอยู่กับ สัตว์ประหลาดตัวนั้น
จะเรียกว่าสัตว์ประหลาดคงไม่ได้แล้ว เพราะ รูปร่างตอนนี้ เพียงได้เห็นก็คงนึกว่า เป็นผู้ชายคนหนึ่ง
ชัดเจน และไร้เงามืดมิดปกคลุมเหมือนแต่ก่อน
"ฉันเจอเงาของชั้นแล้วหล่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงสดใส
แล้วสัตว์ประหลาดก็พยักหน้าผมด้วยความเคารพ
ผมยิ้ม...
ดูแลเธอดีดีนะมึง  ผมพูดขึ้น
 

เธอโบกมือลา  แล้วหันหลังกลับไปที่สัตว์ประหลาดตัวนั้น
 
 
แล้วทั้งสองคนก็เดินจูงมือไปอย่างมีความสุข
 
พระอาทิตย์ก็ยังคงสว่างเหมือนทุกๆวัน
ท้องฟ้าสีคราม มีเมฆขาวลอยประปราย  ไม่ผิดแปลกอะไร
ผมมองดูที่ปลายขาตัวเอง
หวังว่าซักวันนึงผมจะได้เจอเงาของผมบ้าง
 
....ซักวัน
 
 
5月7日

ช่องว่างระหว่างฤดู

ท้องฟ้าสีเทาตลอดวัน
บ่งบอกถึงการจากไปของดวงอาทิตย์ฤดูร้อน
หลายคนคงยังไม่ทันตั้งตัว   
เพราะฤดูกาลเปลี่ยนแปรผันเร็วจนน่าใจหาย
 
สำหรับผมแล้ว ฤดูร้อน ที่ผ่านไปมันช่างสั้นและรวดเร็วเหลือเกิน
มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น  
รู้จักคนมากขึ้น   ได้ทำอะไรมากขึ้น
กินนอน ไม่เป็นเวลา 
ไปกลับ นั่งหลับก่อนเข้าเรียนsummer
เดินทางมานู่นมานี่  หลายที่ หลายแห่ง
ทำตัวเหมือนคนขยัน  ทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น หรือสิ่งใดรึเปล่า
หางานใส่ตัวให้ยุ่งไปวันวัน
 
  ใช่  ผมยุ่งจนลืมไปว่า  หน้าร้อนได้ผ่านไปแล้ว....
 
เม็ดฝนเดือนพฤษภา หยดลงบนกระจกหน้ารถของผม
ไม่นานหลังจากนั้น บรรยากาศรอบข้างก็เต็มไปด้วยความเงียบ
เสียงเพลงในรถก็ยังคงดังต่อไปเหมือนเดิม
ผมหยุดคิด...
แววตาในกระจกมองกลับมาที่ผม
ผมเห็น ผู้ชายหนึ่งคนที่กำลังเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แม้ตอนนี้เขาจะดูไม่แก่มากนัก
ผมที่ยาวรุงรัง ขอบตาที่คล้ำ
อาจดูไม่เหมือน เด็กหัวเกรียนที่ผมเคยเห็นมาก่อน
 
ผมไม่รู้
ว่าอีกครั้งที่ผมมีโอกาศสบตาคนในกระจกคนนั้น
เขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
5月4日

น้อยนิด มหาศาล

 
...."ผมอยากมีชื่อเสียง"
 
นั่นคือคำพูดของเด็กน้อยคนหนึ่ง เมื่อมีใครซักคนมาถามเขาว่า อยากเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น
มันอาจเป็นคำตอบที่ดูเหมือนผิดจุดประสงค์ของคำถาม
ตามที่คนทั่วไปมักจะตอบกันว่า  ผมอยากเป็นหมอ  หนูอยากเป็นแอร์ฮอสเตสค่ะ
...ใช่ ไอ้เด็กนี่แปลกคน
 
แต่ใครบ้าง  ไม่อยากมีชื่อเสียง
 
คนเราเกิดมาวันละหลายต่อหลายคน
และก็จากไปอย่างไม่มีใครรับรู้ อีกหลายต่อหลายคน
     น้อยนิด....ถ้าเทียบกับดวงดาวสีครามใบใหญ่ดวงนี้
สิ่งมีชิวิตที่มีอายุไม่เกินร้อยปี   จะมีซักกี่คนที่จะอยู่ได้ตลอดไป
 
ผมเคยได้อ่านบทสัมภาษของนักปีนเขาเอเวอเรสได้สำเร็จ
ภูเขาที่ถูกกำหนดด้วยภูมิประเทศและภูมิอากาศว่า ไม่ให้ใครย่างกรายเข้าไปรบกวน
มีคนถามเขาว่า    ทำไมคุณคิดจะไปตายที่นั่น
เขายิ้มและตอบอย่างมั่นใจ
ผมไม่ได้ขึ้นไปตาย 
ผมขึ้นไปเพื่อมีชีวิตนิรันดร์
 
ใช่แล้ว...ผมอ่านตอนแรกก็นึกเล่นๆว่า  เชี่ยแม้ง  พูดเปนพระเอกสัดๆ
แต่พออ่านไปมาอีกหลายรอบ
ผมเลยเข้าใจความหมายของมัน
 
ความมีชื่อเสียง  ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ
บางทีอาจเรียกได้ว่า  เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้มันมา
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวแปรที่ไม่สามารถ  เขียนออกมาด้วยหลักวิทยาศาสตร์
โชคและดวง เป็นผู้เลือกคนหนึ่งคน ออกมาจากกลุ่มคนหมู่มากเพื่อให้เขาได้ สิ่งนี้
และก็ขึ้นอยู่กับโชคและดวงอีกเช่นกัน  ที่จะทำให้มันอยู่กับเขาได้อีกนานแค่ไหน
ไม่มีใครบอกเขาได้
บางคน  กลับดันมีชื่อเสียง  เมื่อเวลาอายุของเขาได้เดินมาจนสุดไปนานแล้ว
และบางสิ่ง  กลับมีชื่อเสียงมากกว่าบางคนที่สร้างมันขึ้นมา
 
 
 
กล่าวถึง..
เยซู นักวางแผนมือหนึ่งของโลก
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ชื่อนี้คงมีความหมายต่อหลายต่อหลายคน
วอลท์ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้ง โลกใบเล็กให้แก่เด็กๆผู้มีความฝัน
เอดิสัน ผู้จับแสงสว่างมาใส่หลอดแก้ว  เปลี่ยนโลกที่เคยเป็นอยู่ไปตลอดกาล
พี่น้องไรท์ ผู้เติมปีกให้แก่มนุษย์บนดิน  สู่อิสรภาพเหนือหมู่นกบนท้องฟ้า
แบทแมน เปลือกของความดี แม้ไม่มีอยู่จริง
อาร์มสตรอง  ผู้บอกกับตัวเองว่าเคยเหยียบดวงจันทร์คนแรก
ชูมาคเกอร์  ผู้ใช้ชีวิตกับเสี้ยววินาที
ไมเคิลแจ้คสัน นิโกรตัวขาว
โดราเอม่อน เพื่อนอุดมคติของเด็กเนิร์ดผู้ออ่นแอ...สร้างโดยฟูจิโอะ เอฟ ฟูจิโกะ
ทักษิณ ชินวัตร! อ่า เหลี่ยมจัดนะมึง
 
แล้วถ้าผมจะพูดว่า....
แฟรงค์ ลอยไรท์ 
มีสแวนเดอโรว  
หลุยส์ สตาร์ค
ทาดาโอะ อันโดะ
มาเซลบูเรอ
เลอสม สถาปิตานน
พี่อุ๋มอิ๋ม
กาย ลิชชิ
สตีเว่น สปีลเบิร์ก
จอร์จลูคัส
ชุนจิ อิวาอิ
ไอ้เป็นเอก
ปราบดาหยุ่น
วรพจน์
วิศุทธิ์ hesheit
พี่แตม love is
พี่ป้อป กล้ามโต
พี่กายจุ้บๆ
พี่จ๋ายเลม่อนซุป
ไอ้อ้วนแดง
หนุ่ย id
ไอ้จิว ขายซาลาเปา
แยมโรล
ฟาโรห์ชิท
....
ก็อีกนั่นแหละ
ถ้าผมจะพูดอีกว่า
 
เบส
ยอดยุทธ ฉายสุวรรณ์
 
จะมีใครรู้จักมั้ย?
 
 
 
....มันช่างเป็นความฝันที่ไกลออกไป สำหรับคนธรรมดาหนึ่งคนจังเลย