| Bez 的个人资料"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"照片日志列表 | 帮助 |
|
8月21日 ฉันยืนอยู่เดียวดายในพื้นที่ว่างเปล่า"คุณเป็นอัลไซเมอร์ระยะแรก..."
เธอมองชายแก่ใส่แว่นในชุดขาว อย่างสงสัย และแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เธอได้ยินไป
เธอไม่ใช่แค่คนขี้หลงขี้ลืม เซ่อซ่า หรือซุ่มซ่ามเหมือนที่เพื่อนเธอมักจะพูดกัน..
..แววตาเธอเริ่มแสดงถึงความหวาดกลัว "ชั้นเป็นอัลไซเมอร์?".......
นายแพทย์พยักหน้าอย่างเยือกเย็น..
"แล้ววันพรุ่งนี้..คุณ......"ไม่ทันสิ้นสุดประโยคของแพทย์คนนั้น เธอก็ลุกออกจากเก้าอี้พร้อมน้ำตา..
"ไม่นะ..."เสียงกระซิบลอยหลุดจากริมฝีปากของเธอที่สั่นสะเทือนไปด้วยความเศร้า
"เรื่องแบบนี้ต้องใจเย็นๆนะครับ..."
"ฉันก็แค่คนขี้ลืม...." เธอยิ้มทั้งน้ำตา
ไม่ทันที่นายแพทย์จะพูดเสร็จ เธอก็วิ่งออกไปจากห้องสี่เหลี่ยมนั้น
ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไป เธอคงได้แต่เพียงทำใจ
เธอวิ่งผ่านห้องโถง ลงบันได ผ่านหน้าต่างหลายบานที่มีแสงแดดยามบ่ายเล็ดลอดออกมา
เสียงฝีเท้าแต่ละก้าวดังกึกก้องไปทั่วทางเดิน
หยดน้ำตาที่ไหลรินเอ่อล้นท่วมใบหน้าของเธอ กระเด็นลงบนพื้นกระเบื้องที่มันวาว
เสียงหัวใจของเธอเต้นถี่เร็วขึ้น พร้อมกับภาพความทรงจำที่หลั่งไหลสู่การรับรู้ของเธอเป็นจังหวะซ้ำๆ
รูปภาพเพื่อน มิตรภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เมื่อคราวที่ไปท่องเที่ยวทะเล หลายเดือนก่อน
ท่อนไม้ในมือแต่ละคนปักลงไปในทรายสีขาว ลากออกมาทางยาวๆ เป็นชื่อตัวเองบ้าง ชื่อเพื่อนบ้าง
หรือแม้แต่ชื่อคนรักของใครบางคนที่มักแซวกัน
ดูชั้นสิ เสียงดังออกมาจากเนินทรายที่มีหัวเป็นยัยหมูตัวอ้วน ซึ่งถูกเพื่อนๆนั่งทับกันเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
เสียงคลื่น เสียงลมทะเล หรือ แม้แต่ภาพดาวที่พวกเรานั่งล้อมกันเปนวงแหงนมองมันด้วยกัน...ชั้นยังจำได้
แต่จะอีกนานแค่ไหนหนอ..
เธอผลักประตูออกไปสู่โลกภายนอก
แสงสว่างเจิดจ้า พาให้เธอต้องหยีตาลง
น้ำตาและหยาดเหงื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
แสงแดดอุ่นๆแบบนี้ ทำให้เธอนึกถึง วันเวลาที่เคยไปเที่ยวกับครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน
ทุ่งดอกไม้กลางภูเขา สูงใหญ่
ลมแรงๆพัดมากระแทกใบหน้าไม่ขาดสาย
ชายกระโปรงพริ้วไปตามแรงลม
เธอวิ่งเล่นกลางแดดอุ่นๆอย่างมีความสุขพร้อมกับผ้าพันคอสีชมพูอันโปรด
ที่สุดปลายเนิน มีคุณพ่อและคุณแม่กำลังจิบชาอุ่นๆอยู่อย่างสงบ
แม้จะเห็นไม่ชัด แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงรอยยิ้มของพวกเขา
ดอกหญ้าโบยบินออกไปพร้อมกับลมหนาว
กิ่งก้านของใบไม้กระทบกันเป็นบทเพลง
และเธอเหมือนเต้นรำอยู่บนเวทีอย่างสุขใจ..
เสียงแตรรถ ดึงเธอให้กลับสู่โลกความเป็นจริง
เธอกำลังวิ่งไปไหนเธอได้แต่คิดสงสัย
และเบื้องหน้าของเธอเป็นสถานที่อันคุ้นเคย
ใช่แล้วเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ที่ที่แห่งนี้
วันที่ฝนตกหนักและเธอไม่รู้ว่าจะกลับบ้านยังไงดี
ได้แต่ยืนมองหยดน้ำที่เอ่อไหลลงมาไม่หยุดจากชายคา
มองเวลาไปและยืนเขยิบไปเพื่อไม่ให้โดนน้ำฝน
และหลบผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่อย่างนั้น
ไม่นานก็มีคนเดินกางร่มมาจากท่ามกลางสายฝน
รอนานมั้ย...
แล้วเธอก็ยิ้มให้เหมือนคนรู้จัก
ใต้ร่มคันเดียวกัน เธอหันไปมองใบหน้าเขา...
แล้วทุกอย่างก็ว่างเปล่า...
..เธอยืนเดียวดายอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่า...
เธอมองประตูโรงเรียนของเธอเหมือนคนหลงทาง
"เฮ้ย..เค้าซ้อมกันเสรจแล้วมาทำไรตอนนี้ยัยเซ่อ"
เสียงของคนคุ้นเคยซึ่งไม่รู้ว่าใครปลุกเธอให้ตื่นจากอาการเหม่อลอย
เธอมองผู้หญิงคนนั้นอย่างคนแปลกหน้า
ไม่มีอะไรเลย..เธอนึกอะไรไม่ออกจริงๆ
เธอมาที่นี่ทำไม แล้วมันเกิดอะไรขึ้น
ฉันจำอะไรไม่ได้เลย...
เธอทรุดลง แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆจางไป
ในห้องที่เงียบเหงา..
เธอมองเข็มนาฬิกาที่กำลังเคลื่อนที่หมุนไป
แสงแดดยามเย็นส่องผ่านผ้าม่านออกมาเป็นแถบๆ
เสียงแอร์ดังอย่างเงียบๆในส่วนที่สงบที่สุดของห้อง
เธอมอง แก้วโกโก้อุ่นๆกับขนมปังที่วางอยู่อย่างเป็นระเบียบเบื้องหน้าของเธอ
โดยไม่รู้ว่ามันมาตรงนั้นได้อย่างไร
"ยังไม่กินขนมอีกเหรอลูก"เสียงของแม่ดังขึ้นมาจากในห้องน้ำ
แล้วเดินออกมาพร้อมกับตะกร้าผ้า
เธอมองแม่อย่างเศร้าสร้อย
"...ทำไมหนูต้องเป็นแบบนี้..."
แล้วความเงียบก็เข้ามาแทนที่ทั้งสองคน
แต่เสียงนาฬิกายังคงดังอยู่..
"เก็บสิ่งดีๆไว้สิลูก"..แม่พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นคลอ
แล้วเดินเข้ามากอด..
"...ทำไมหนูต้องเป็นแบบนี้..."
เธอทำได้แต่เพียงร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของแม่เท่านั้น
(เวลาผ่านไป)
วันนั้นฉันไม่เข้าใจเลยว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
แม้ฉันอาจเดินหลงทางเข้าไปในความว่างเปล่า
แม้ฉันยืนโดดเดี่ยวเดียวดายในความทรงจำที่หายไป
แต่เมื่อแม่กอดฉัน ฉันก็รู้ว่าฉันยังไม่หายไปจากใจของพวกเขา
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
หนังสือปิดลง..
สนุกมั้ยจ้ะ...หญิงชราผู้เป็นแม่พูดขึ้นมา
...เธอหันมามองแล้วยิ้มให้
8月20日 เทแกลบเมื่อเพื่อนนินทาเพื่อน ในกลุ่มเพื่อนขี้นินทา....
คุณเคยรู้สึกมั้ย ว่าถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น ก็อาจจะถูกกล่าวขวัญถึงอย่างสนุกสนาน
เป็นขี้ปาก ของ กลุ่มคนที่มักเรียกตัวเองว่าเพื่อนของคุณ
และไม่มีใครเลยที่พร้อมจะยืนขึ้นแก้ต่าง หรือ สรรหา ประเด็นสร้างสรรค์
เปลี่ยนสถานการณ์ บทสนทนา ให้ดูดีขึ้น
ใช่แล้ว....คนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อนของคุณ
มีความสุขที่จะเหยียบย่ำคุณ ในเวลาที่คุณไม่ปรากฎตัว
ไม่เคยเลยที่จะดีใจ หรือยินดีอย่างจริงใจเมื่อคุณประสบความสำเร็จ
รอยยิ้ม ที่ ดูดีดีแล้วมักจะแฝงด้วยความริษยา..
ทำไมมึงได้ดีแต่กูไม่ได้ดี...มันผิด มันผิด
มึงไม่ควรได้ดีกว่ากู...
พอมีใครในกลุ่มดูโดดเด่นเป็นที่น่าสนใจ หรือใครที่อยู่นอกวงแต่ดูขัดตา
แทนที่จะหา เรื่องราวทั่วไปมาพูดกัน
แต่มันไม่สนุกนิ
อะไรจะมันส์ไปกว่าการนินทา...จริงมั้ย?
บางที'เพื่อน'ก็ว่าร้าย หมายจะให้ ตัวตนของคุณ ถูกกลืนลงไปในฟองน้ำลาย
ที่มักจะฟุ้งกระจายในยามว่างของพวกเขา
อย่าปฏิเสธ .. ว่าคุณไม่เคยเห็นสายตาของพวกหูเบา เปลี่ยนไป
เพราะพวกนั้นมักจะเชื่อ ในน้ำลายของคนขี้นินทา มากกว่าจะเข้ามาสัมผัสตัวตนของคุณจริงๆ
ลองเอื้อมมือไปข้างหลัง
คุณอาจจะมีมีดของ'เพื่อน'ฝากไว้หลายเล่มโดยไม่รู้ตัว...
ถึงจะพูดไป
แต่เงาที่สะท้อนของตัวเรานั้นเป็นใคร?
เป็นคนที่ดูแย่เหมือนที่พูดกัน?
เป็นคนที่เชื่ออะไรง่ายรึเปล่า?
หรือบางทีเราก็อาจพกมีดหลายเล่มไว้ฆ่าเพื่อนซะเองโดยไมรู้ตัว..
ไม่มีใครสมบูรณ์..
แต่เรื่องหัวใจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ไม่มีใครอยากมองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกที่แตกหัก
เพราะทุกคนอยากให้ตัวเองดูดีทั้งนั้น
โลกนี้ช่างบอบบาง ...เมื่อเรายืนอยู่หน้ากระจกวิเศษ
อย่าปฎิเสธว่าคุณ ก็เคยนินทาผู้อื่น...
8月17日 ปลายฝน ต้นหนาวอากาศเบาบาง แต่ไม่ถึงกับอบอ้าว
มีลมเย็นๆพัดมาเอื่อยๆ
สลับกับลมกรรโชกที่สามารถพัดให้ถุงพลาสติกโบยบินขึ้นสู่อากาศธาตุ
แสงสว่างไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นเงาของกลีบเมฆ
เปลือกไม้ชุ่มช่ำอมน้ำอยู่หลายต้น
เศษใบไม้ที่ลอยล่องอยู่บนพื้นถนนที่คอนกรีตที่เจิ่งนอง
และเสียงกบร้องในยามค่ำคืน...
มรสุมสุดท้ายของช่วงเดือนที่เปียกที่สุดในรอบปีกำลังจะมา
เป็นพันธะสัญญาของลมหนาว ที่ประกาศให้ทุกคนได้รับรู้กัน
....คุณเคยมีความหลังกับ'ฤดูหนาว'มั้ย?
เขากำลังจะกลับมาแล้ว....
เตรียมโอบกอดหัวใจให้อบอุ่นก่อนที่ความหนาวจะทำให้มันหวั่นไหว...
ผมรักฤดูหนาวนะ... แต่บางทีมันก็ทำให้อะไรดีดี ที่ไม่หวนกลับคืนมา ถูกฉายซ้ำขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง
แต่ก็ไม่เป็นอะไรหรอก จริงมั้ย.... 8月10日 บทละครของผู้แพ้แล้วเธอก็โผเข้ากอดเขา
เสียงเพลงบรรเลงดังขึ้นอย่างช้าช้า
พระอาทิตย์เบื้องหลังที่ปลายขอบฟ้า ย้อมทุกสิ่งทุกอย่างเป็น สีส้มอมเหลือง
เขาค่อยๆขยับมือมาโอบเธอไว้อย่างอบอุ่น
มีเพียงฉันที่ยืนมองมันอยู่ ไกลออกมาจากตรงนั้น
น้ำตาไหลเอ่อล้นท่วมใบหน้า
มองเงาของทั้งสองคนที่ทอดยาวออกมา
รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความดีใจ ก็ผุดขึ้นมาที่ใบหน้า
กัดฟัน กำมือ และหยีตาไล่ความเจ็บปวด
ที่พอทำได้คือ ยืนอยู่ห่างๆ
และยืนอยู่อย่างนั้น...ต่อไป
บทละครของผู้แพ้....
เพียงเศษเสี้ยวนึง ที่น้อยคนนักจะสังเกตเห็น
นอกจากจะได้สัมผัสเอง
โลกของคนหนึ่งคน ที่หมุนเปลี่ยนแปรผันไปตามกาลเวลา
เปรียบดังภาพยนตร์หนึ่งเรื่องที่กำลังหมุนฉายต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
มีพระเอก มีนางเอก มีเพื่อนพระเอก และมีตัวร้าย
มีใครบ้าง ที่ไม่ยึดตนเองเป็นตัวเอกของละคร
ในเมื่อ มุมกล้องที่จับจ้อง เปรียบดั่ง มุมมองของตนเอง
ใครทำตามตนถือว่าดี
ใครขัดแย้ง จัดว่าอยู่ในพวกตัวร้าย
ตัดสินกันเปรียบดั่งตนเองคือพระเจ้า
ใช้ชีวิตกันไป
เพื่อหวังให้ภาพยนตร์ของตนสมบูรณ์ที่สุด
จะพูดว่าเห็นแก่ตัวก็คงไม่ได้
เพราะในเมื่อคนสุดท้ายที่อยู่ข้างเราคือตัวของเราเอง
ปัญหาบังเกิด เมื่อโลกของคนหลายคน มาซ้อนทับตัดกัน
พระเอกหลายคนหมายปองนางเอกคนเดียวกัน
และแน่นอน ที่จะต้องมีผู้แพ้...
ไม่มีใครอยากแพ้
แต่ในเมื่อโลกของนางเอกนั้น
ต้องมีพระเอกเพียงคนเดียว..
โดยคนที่เหลือ ก็อาจกลายเป็นเพื่อนนางเอก
หรือบางทีอาจกลายเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ
ที่เดินผ่านเข้ามาแล้วผ่านไปในโลกของเธอ
ไม่นานก็ถูกลบเลือน
...เรื่องราวจบลง ....
เขายังไม่อาจละสายตาจาก ไอ้คนนั้นและเธอที่ยืนกอดกันอยู่ที่ปลายฟ้า
คิดสงสัยและถามตัวเองว่า มันเกิดอะไรขึ้น..
ทำไม ฉากไม่ปิดลง ทำไมไม่มีชื่อคนแสดงขึ้นมาซักที
แล้วเขาก็ยังตระหนักได้
ว่าเขายังหายใจ...
เขาก็หันหลังให้ โลกของทั้งสองคนนั้น
...เดินจากมาอย่างสงบ
เก็บมันไว้ เป็นเหมือนหนังเกาหลี ที่มักจะจบด้วยน้ำตา..
8月8日 หนึ่งนาทีที่กำลังเดินถอยหลังเงาแดด ทำมุม45องศากับชานชลารถไฟ
กลางทุ่งนาไกลแสนไกลแห่งหนึ่ง
เข็มนาฬิกาบนหน้าต่างของนายสถานี ชี้บอกเวลาเก้าโมงเช้าพอดี
ชายหนุ่มที่กำลังเอนกายอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้อง ขยับหางตามองที่มัน
เสียงขาเก้าอี้กระทบพื้นดังกึกก้อง
ไม่นาน เขาก็เดินออกมาจากห้องไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆพร้อมกับ ธงสีแดง2อัน
ที่ซึ่งปลายต้นข้าวสัมผัสกับเส้นขอบฟ้า
เสียงรถจักรดังขึ้นมาอย่างสงบ
เขายืนอยู่บนพื้นสถานีที่สร้างด้วยคอนกรีตหยาบๆ
ชูมือขึ้นส่งสัญญาญบอกรถไฟที่กำลังมาถึงให้รู้ว่า ที่นี่ไม่มีคน
ลมพัดโชยลูบไล้ปลายหญ้าอันเปรียบดั่งทะเลสีมรกต
พร้อมกับเสียงคลื่นที่เกิดจากการกระทบกันของมัน
เขาหยีตาสู้แดด พยายามมองไปที่หัวขบวนรถจักร
แต่กลับมีร่างของหญิงชรา ยืนมองเหม่อท้องฟ้า อยู่ที่ปลายชานชลา
เขามองดูอย่างสงสัย เหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
หญิงชราคนนั้น ยืนใกล้กับรางรถไฟเกินไป
แน่นอน เขาไม่รอช้า รีบวิ่งไปดึงตัวของหญิงชรา ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายลง
...
เสียงรถไฟผ่านไป
หญิงชรานั่งบนม้านั่งอย่างสงบ
ผิดกับเขาที่หายใจไม่เป็นจังหวะ
เหงื่อไหลออกมาดั่งสายน้ำ
"ป้า...ทำผมหัวใจ...จะวายรู้มั้ย"เขาพูดขึ้น ด้วยอาการหอบหืด
หญิงแก่คนนั้นหันมายิ้มอย่างเลื่อนลอย
"ป้า..มา...รอขึ้นรถไฟ...สายไหนครับ"เขาถามด้วยอาการเป็นห่วง
"ไม่ได้ขึ้นหรอก มารอ.....เดี๋ยว หลานฉันมันกำลังจะกลับมา..."หญิงชราพูดขึ้น
เขามองป้าคนนั้นด้วยความคุ้นเคย
"เอ้ะผมเคยเจอป้ามาก่อนรึเปล่า?"
หญิงชรา มองมาที่เขา
หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาพร้อมกับมองที่ตาของเขา แล้วยื่นให้
เขารับผ้านั้นด้วยไมตรีจิต แต่แววตาของป้าดูเลื่อนลอยกว่าที่ควรจะเป็น
"ผมเหมือนเห็นป้ามาที่นี่ทุกเช้าเลยนิครับ"เขาพูดขณะกำลังซับเหงื่อออก
ป้าทำท่าทางเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด และยังคงมองเหม่อไปบนฟ้าสีครามอันไกลแสนไกล
มีบางอย่างผิดปกติกับป้าคนนี้แน่ๆ เขาได้แต่คิด
และคงเป็นอันตรายเกินกว่าจะหญิงชราคนนี้ นั่งอยู่ตรงนี้ เพียงลำพัง
"ขอนั่งพักสักครู่นะครับ"
เขานั่งลงข้างๆหญิงชรา ที่หันกลับมามองด้วยความสงสัย
เขาทำได้เพียงแต่ยิ้มให้
แล้วทั้งสองก็ได้เพ่งแต่มองไปที่ขอบฟ้าไกลแสนไกลอย่างสงบ
ไม่นานนัก ป้าก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า"ที่นี่...สวย"
"ใช่ครับ" เขารีบตอบ "ผมเพิ่งมาประจำการที่สถานีนี้วันแรก ดีกว่าที่อื่นๆที่ผมเคยไปอยู่มาซะอีก"
ป้าอมยิ้มอย่างมีความสุข
"ผมมาถึงเมื่อตอนกลางคืน เลยไม่รู้ว่ามันจะสวยแบบนี้ในตอนเช้า"
นกยางบินขึ้นมาจากท้องนาดูเด่นเป็นสง่า
สีขาวของมันสะท้อนแสงแดด ระยับจับตา
แล้วมันก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องนภาอันกว้างใหญ่
เขาเหม่อมองมันอย่างสงบ
"กิน มั้ย.."ป้าพูดขึ้นขณะที่กำลังหยิบอะไรบางอย่างออกจาก กระเป๋าสานข้างๆตัวของหล่อน
มันคือ ก้อนขนมปังสีขาวสอดไส้ด้วยผักและเนื้อสัตว์อันคุ้นเคย
"แซน วิช.."ป้าพูดขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปที่มัน
เขายิ้มและรับไว้อย่างอ่อนน้อม
"แล้วหลานป้า เมื่อไหร่จะมาครับ."เขาถามขึ้นมาขณะที่กำลังแกะห่อกระดาษออก
"ไม่รู้.." ป้าตอบอย่างเลื่อนลอย
ชานชลายังคงไร้ผู้คน
ไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่เงาของเสาและคาน ที่ทอดยาวลงบนพื้น
"อร่อยจังครับ ขอบคุณครับ"
เขาชวนป้าคุยหลังจากที่บทสนทนาของทั้งสองถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่ามานานแสนนาน
"แซนวิช?"ป้าพูดขึ้น แล้วค่อยๆเอื้อมตัวไปค้นกระเป๋าของหล่อนอีกครั้ง
"ไม่ต้องแล้วครับอิ่มแล้วฮะ"เขารีบพูดด้วยความเกรงใจ
"กิน...น้ำ"ป้าหันมาพร้อมกับหยิบขวดน้ำเย็นๆใสๆให้
เขามองด้วยความแปลกใจ แต่ก็รับไว้ด้วยความยินดี
"ป้ามาที่นั่งรอนี่นานรึยังครับ"
ป้าส่ายหัว แต่สำหรับเขาแล้วมันคงเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร
เวลาผ่านไปซักพักนึง
เขาหยิบขวดน้ำที่ว่างเปล่าและเศษห่อกระดาษแซนวิช
พร้อมกับลุกขึ้นมา แล้วบอกกับป้าว่า"เด๋วมานะครับขอไปทิ้งขยะก่อน"
ป้าพยักหน้าและยังมองออกไปบนท้องฟ้าสีคราม
เขาหันหลังมองไปที่หญิงชรา แล้ว คิดกับตัวเองว่า คงไม่ทำอะไรเสี่ยงอันตรายอีกแล้ว
เขาจะได้ไปประจำห้องทำงานของเขาอีกครั้งสักที
และหญิงชรา ก็เหมือนลืมไปแล้วว่าเขาเพิ่งลุกจากไป...
เสียงขวดพลาสติกกระทบกับถังโลหะ อย่างเบาๆ
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากอีกปลายสุดของชานชลา
ชายหนุ่มซึ่งดูอายุมากกว่าเขา เดินสวนเข้ามา
พร้อมกับมองเขาเหมือนคนรู้จัก
แล้วก็เดินเลยผ่านไป
เขาหันกลับไปดูที่นั่งปลายชานชลาที่หญิงแก่นั่งอยู่
ชายที่เพิ่งเดินสวนกับเขาไปเดินตรงไปที่ป้าคนนั้น
แล้วกล่าวคำทักทายเหมือนคนรู้จักกัน
รอยยิ้มของทั้งสอง ทำให้เขายิ้มตามไปด้วย
"ขอโทษที่ต้องรบกวนป้าอยู่เรื่อยเลยนะครับ"ชายคนนั้นพูดขึ้น
"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ป้าก็เห็นเจ้านั่นเหมือนลูกป้าคนนึงแหละ"
"ผมตกใจเลย ..ไปทำธุระในตลาดไม่นาน กลับมาน้องผมหายไปแล้ว "
"คนที่เป็นอย่างน้องแกต้องดูแลเป็นพิเศษนะ ถ้าเผลอเดินไปไหนตกคูตกคลองที่ไหนไม่มีใครรู้ บางทีอาจจะหลงทางไปก็ได้"
"ยังไงผมก็ต้องขอขอบคุณ คุณป้าด้วยนะครับ" ชายคนนั้นพูดจบพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณ
หญิงชรายกมือรับไหว้
"แล้วหลานป้าจะกลับมากี่โมงละครับ"
"อ่อ มันบอกว่ารถไฟจะมาถึง10โมง แต่ตอนนี้เค้าโทรมาบอกว่ามันดีเลย์ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่เหมือนกัน"
"ก็คงไม่นานมั้งครับ.... งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"แล้วเขาก็ปลีกตัวออกมา
"ป่ะ กลับบ้านกัน.."
ชายหนุ่มเดินเข้ามาตบไหล่ของเขา...
เขายืนมองด้วยความสงสัย
เขาเหลือบไปมองหญิงชราที่ปลายชานชลา
..ได้แต่คิดว่าใครกันนะ หน้าตาคุ้นจัง
แล้วเข็มนาทีของความทรงจำเขาก็ค่อยๆเดินถอยหลัง
8月7日 เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ เจ้าชายแห่งดวงดาว แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แต่แสงไฟบนพื้นโลกไม่มีทีท่าว่าจะดับลง
ผู้คนยังคงไม่หลับไหล ต่างก็พากันใช้ชีวิตต่อไป
ทั้งที่มีสาระและอย่างไร้แก่นสาร
เริงร่าแสงไฟอยู่อย่างนั้น...
ใน มุมหนึ่งของ อพาร์ทเม้นท์แสนหรูกลางมหานครอันวุ่นวาย
ชายหนุ่มผู้รักสันโดดกำลังจดจ่อกับงานเขียนแบบเบื้องหน้าของเขา
เสียงเพลงเดิมๆเล่นซ้ำวนไปวนมา อยู่อย่างนั้น
เสียงคลิ้กเมาส์ กึกก้องแข่งกับเสียงพัดลมที่แกว่งไปมา
เข้าเพ่งมองดูที่จอสี่เหลี่ยมมาตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้
แต่งานของเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จลุล่วงแต่อย่างใด
ชายหนุ่มตัดสินใจ ไปหาอะไรดื่มขับไล่ความเหนื่อยล้า
เข็มนาฬิกาบอกเวลาตี2กว่าแล้ว
แต่มันช่างเหมือนเวลาทำงานในชีวิตปกติของเขา
กลิ่นกาแฟอุ่นคละคลุ้งไปในอากาศ
ท่ามกลางควันบางๆ เขามองออกไปข้างนอกหน้าต่าง...
....
เสียงอำลาของเพื่อนๆเงียบลง หลังจากประตูรถแท้กซี่ปิดไป
เธอสางผม ถอนหายใจ แล้วเอื้อมมือไปขยับชายกระโปรงให้เข้าที่เรียบร้อย
เธอหยิบเสื้อไหมพรมบางๆที่พาดอยู่บนแขนเธอขึ้นมาใส่ทับ
เสื้อสายเดี่ยวสีชมพูกับแผ่นหลังสีขาวละมุน
แล้วก้าวเดินต่อไป อย่างไม่เหนื่อยล้า
"ถึงบ้านรึยัง" เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้นขณะที่เธอกำลังกดลิฟท์ ไปชั้น8
"อื้ม เรียบร้อยแล้ว จะขึ้นลิฟท์ ล่ะนะ แล้วค่อยคุยกัน"
ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ กับตัวเลขที่ค่อยๆเคลื่อนไป
เธอเริ่มสงสัยในตัวเอง
สิ่งที่เป็นอยู่ ใช่สิ่งที่เธอต้องการรึเปล่า
ท่ามกลางแสงสี และควันบุหรี่
ความรักดีดี จะไปอยู่ในสถานที่อย่างนั้นได้หรือไร
แม้ทุกครั้งที่เธอย่างกรายไปในราตรี
ก็มักจะมี ชายหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาขอเบอร์
แต่เธอไม่เคยเห็นความจริงใจซักที
สังคมที่หมุนไปพร้อมนครแห่งแสงสี บางทีอาจจะไม่ใช่สถานที่สำหรับเธอ
ตัวเลข8ส่องแสงออกมาพร้อมกับประตูที่กำลังเปิดออกไป
เสียงปลายส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องดังกึกก้องเป็นจังหวะ
ที่ปลายสุดทางเดิน ปรากฎด้วยเงาแสงจันทร์
ที่ส่องแสงสีครามเล็ดลอดหน้าต่างเข้ามา
เธอ มองมันอย่างชื่นชม นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พระจันทร์ไม่ได้สวยสว่างอย่างนี้
เธอสงสัย
ประตูกระจกเลื่อนออกไป เธอยื่นแขนไปสัมผัสแสงจันทร์ แล้วแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า
แสงจันทร์ขาวนวลสว่างส่องจ้าอยู่เบื้องบน กลบแสงดาวที่รายล้อม
สายลมยามราตรีพัดโชยเบาๆทำให้ผมยาวสลวยของเธอลื่นไหลไปตามมัน
เธอยิ้มอย่างสุขใจ
กลิ่นกาแฟยังคงคละคลุ้ง เขายังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง
มองออกไปที่ระเบียงของอาคารตรงข้าม ซึ่งคั่นกลางด้วยสระว่ายน้ำ
ที่สั่นระริกเริงร่าแสงจันทร์นวลสว่าง...
เธอมองลงมาที่ห้องตรงข้ามของเธอที่ยังคงเปิดไฟอยู่
เธอมองเห็นชายหนุ่มมาดเซอร์ สวมเสื้อกล้ามกางเกงบอกเซอร์ถือกาแฟ
ยืนเอ๋อ อยู่ในห้อง
เขาหัวเราะอย่างเขิลอาย
และเธอก็ยิ้มอย่างขบขัน
แล้วเจ้าหญิงดวงจันทร์กับเจ้าชายแห่งดวงดาวก็รู้จักกัน
...ปล. สุขสันต์วันเกิดนะบล้อก
8月5日 อีก5นาที4ทุ่มอีก5นาที4ทุ่ม...
เขายังคงรับเงินจากรถที่ผ่านไปมาอยู่ในตู้สี่เหลี่ยมเก่าๆสีส้ม
เสียงเพลงจากวิทยุคลื่นโปรด ถูกกลบด้วยเสียงเครื่องยนตร์คันแล้วคันเล่า
แต่เขาก็ยังสามารถฟังและฮัมออกมาเป็นบทเพลง
เขายิ้มมุมปาก เมื่อเข็มนาฬิกาค่อยๆเดินผ่านไป
หลายคนมักบอกว่า งานของเขาเป็นงานที่น่าเบื่อ
การที่ต้องเป็นคนเก็บตังค่าทางด่วน ไม่ใช่อาชีพที่จะเอาไปอวดใครได้
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก นอกจากยอมรับ และมีความสุขไปกับมัน
ทุกๆครั้งที่หน้าต่างเปิดออก
ทุกๆครั้งที่มีมือหยิบยื่นธนบัตรสีเขียวสองใบให้เขา
มันช่างแฝงไว้เรื่องราวมากมายยิ่งนัก
บางคนกำลังยิ้มอย่างมีความสุขกับเสียงของใครบางคนจนไม่มีเวลาจะสบตากับเขา
จนบางทีเขาก็ยังเผลอได้ยินเสียงหัวเราะ และบทความอันหวานซึ้ง อย่างไม่ได้ตั้งใจ
บางคนดูหมดแรง ไร้วิญญาณ จากวันอันโหดร้าย
เพียงแค่พาร่างกายไปถึงที่หมายได้ก็คงเป็นหน้าที่อันใหญ่หลวงแล้ว
และบางคน เปิดหน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม พร้อมกับฟังคำที่เขาพยายามจะพูด
ขอบคุณครับ...
....ขอบคุณค่ะ รถjazzสีขาว พร้อมตุ้กตาดุ้กดิ้ก หน้ารถคันที่เขาคุ้นเคยผ่านมาอีกครั้ง
เธอยิ้มให้เขาเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา
อีก5นาที..4ทุ่ม
แล้วรถก็ผ่านออกไป พร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของเธอ
เขายิ้มอย่างมีความสุข...
8月4日 ภาชนะช่องว่าง(space) เป็นสิ่งที่ถูกบรรจุลงในหัวในช่วงขวบปีแรกๆของการเป็นนิสิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ตั้งแต่เล็กจนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยผมไม่เคยได้รู้จักหรือสัมผัสได้ถึงสเปสมาก่อน
เพียงได้แต่เข้าใจงูๆปลาๆว่า มันคืออากาศที่โอบล้อมตัวเรา
ลัทธิเซนเคยบอกไว้ว่า
คุณค่าของภาชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างอันสวยหรูของมัน
แต่กลับเป็นช่องว่างของมันต่างหากที่เป็นตัวบ่งบอกถึงคุณค่าของภาชนะ
หากแม้นภาชนะที่สวยหรู แต่ถ้าไม่สามารถบรรจุสิ่งอื่นสิ่งใดเข้าไปได้ ก็ไร้ค่า
เปรียบได้ดั่งวัตถุซึ่งไร้ประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือแม้แต่ตัวของมันเอง
จงทำตัวให้เหมือนภาชนะ เปิดที่ว่างให้ก่อเกิดประโยชน์จากภายใน.... ( มันมาจากเซน2บรรทัดแรกเหอะ..)
คนเราก็คงเหมือนภาชนะซิเนอะ
เป็นเพียงแค่ร่างกายที่โอบอุ้มจิตใจ
หากไร้จิตใจก็คงไม่ต่างอะไรกับวัตถุปรุงแต่ง
เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่เดินได้ไปวันวัน
บางคนเปรียบดั่งแก้วที่ใสบริสุทธิ์ ซื่อตรงจริงใจ
มองเห็นจิตใจได้อย่างง่ายดาย แต่ปราศจากความท้าทาย
เปราะบางและแตกง่าย
ถูกคนอื่นทำร้ายเพียงแผ่วเบาก็ร้าวไปตลอดกาล
บางคนอาจเปรียบดั่งถ้วยชาที่คดเคี้ยว หมุนวนลึกลงไป ยากที่หยั่งถึง
ไม่ว่าจะเพ่งมองเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงขนาดของที่ว่างภายในได้อย่างแน่ชัด
จนถูกวางไว้บนตู้โชว์อย่างนั้นอยู่ร่ำไป
และบางคนอาจเป็นเหมือนขวดพลาสติก ไม่ว่าจะเขวี้ยงแรงอย่างไร ก็ไม่แตก
แม้ถูกใช้งานหลายต่อหลายครั้ง ก็ไม่เสื่อมสภาพ
ไม่ย่อยสลาย ไม่รั่วซึม
เป็นพลาสติก ที่ถูกรีไซเคิล ใช้แล้วทิ้ง ใช้แล้วทิ้งอยู่อย่างนั้น
ทุกอย่างย่อมมีวันเสื่อมสลายตามกาลเวลา
แม้กับภาชนะที่เรียกว่าร่างกายนั้นเอง
ในเมื่อเรายังมีจิตใจ
ยังมีอะไรที่จะให้ภาชนะไว้คอยโอบอุ้ม
ก็ควรใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุดดีกว่า
|
|
|