Bez 的个人资料"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"照片日志列表 工具 帮助

日志


9月30日

The redAnt On The Laye'

  เชี่ยยยยยยยยยยยย
 
เสียงดังขึ้นหลังจากผมได้รู้สึกคันริมฝีปากหลังจากที่ได้กินเลย์ห่อเมื่อคืน
ซึ่งถูกผนึกด้วยหนังยางหลายชั้นและเกบไว้อย่างมิดชิด ไกลจากภัยอันตรายทั้งปวง
นอกจากไอ้พี่ชาย ถ้าหิวตาลายจนเกินขอบเขต
 
 
....
เรื่องมีอยู่ว่า
ผมหยิบเลย์ห่อใหญ่วางลงบนหน้าคอมพิวตอร์ หมายที่จะหยิบกินอย่างสุขใจ
โดยไม่ทันมอง
ปีศาจน้อยนับสิบๆตัว ที่กำลังสังสรรค์ปาตี้อยู่ในห่อเหลืองมรณะ
ได้ถวายตัวไปเกลือกกลิ้งน้ำลายเหนียวเหนอะหนะ อย่างไร้ทางสู้
โดยมีวีรบุรุษของมันหนึ่งตัวเล็ดรอดออกมาได้
เขาเดินไปที่ริมฝีปาก
แล้วก็ฝังเขี้ยว
 
เหตุอาเพศอันใดมิทราบเหล่าปีศาจแดงตัวน้อยๆตามคีบอร์ด ตามปกเสื้อ ตามฝ่ามือ
ตัดสินใจกัดพร้อมๆกัน.....
 
แล้วผมก็วิ่งเข้าไปบ้วนปากล้างมือ อย่างสุขใจ
 
 
เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย...
อีกเหตุการณ์นึงที่มักจะทำให้ผมลืมตาตื่นได้ทุกเช้า
คือ ผมไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุอันใด
ไอ้เหล่าปีศาจแดงเหล่านี้ ชอบมานอนซุกผ้าขนหนูในห้องน้ำ
ที่แขวนไว้บนราวตากผ้าในมุมที่สะอาดที่สุด ทุกครั้งไป
อาจจะมาปิกนิคกันบนผ้า เหมือนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
อาจจะมาอาศัยผ้าใช้ห่มกันหนาวยามค่ำคืน
หรือมาวิ่งไล่จับกันตามภาษาหนังอินเดียในยามพระอาทิตย์ขึ้น
 
ใช่แล้ว มัก็ทำให้ผมได้บริหารร่างกายยืดเส้นยืดสาย ล้วงแคะแกะเกาเหล่าอสูรบนเรือนร่าง
มีความสุขอยู่ทุกเช้า ทำให้ยิ้มรับรับแดดยามเช้าที่สดใสได้อยู่ร่ำไป
 
ทำไม ต้อง มา ยุ่ง กะ ผ้า เช็ด ตัว กรู้ว
 
 
ไอ้เจ้าพวกภัยอันตรายซ่อนเล้น
เกลียดจริงๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
9月28日

สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน

 
ชื่อเบสครับ...
เจ้าของบล้อกที่ไม่ค่อยจะเขียนเรื่องราวของตัวเองซักเท่าไหร่
แต่วันนี้อยากรายงานสภาพบ้านเมืองปัจจุบันให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน
 
นอกจากการฆ่าตัดหัวทักษิณชินวัตรแล้ว
บ้านเมืองก็สงบสุข ภายใต้วันฝนพรำ พรำ
ชีวิต ปีสามเทอมหนึ่งกำลังจะผ่านไปเร็วอย่างน่าใจหาย
รู้สึกไอดีเหมือนเป็นบ้านมากขึ้น
มีอาจารย์ที่สนิทสนมเป็นกันเอง
มีพี่ชาติ ห้องคอม และไอ้พี่ยามมอไซแดงหน้าประตู เหมือนเป็นเพื่อน
มีรุ่นน้องปี2..ปี1  ที่ทักทายกันอย่างคนรู้จัก
มีพี่ปี4 ที่คุยกันอย่างสนุกสนาน
มีเพื่อนปี3ดีดีหลายๆคน คอยอยู่ข้างๆกัน
งานสนุกสนาน ผลัดวันประกันพรุ่งส่งได้อย่างสบายใจ
บางวันไปนั่งหลับ แล้วกลับบ้าน ยังไม่รู้สึกเสียเวลาเลย
เพราะเราอยู่บ้านแล้วนินา...
 
ช่วงนี้อะไรอะไรก็ดูดีมีความสุข
ต้อนรับฤดูหนาวปีที่สามที่กำลังจะผ่านเข้ามา
อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ แล้วเพลย์แบ้คไปมาจังเลย
 
และที่สำคัญ  มีเธอผู้ทำให้ผมหลงรักอยู่ร่ำไป อยู่ร่วม space กันทุกวัน
เขิลเว่ย เขิลเว่ย
 
 
 

ดวงดาวดับลง ที่ตรงไหน

ห้องที่เขาแสนคุ้นเคย อยู่เบื้องหน้า  ปิดไฟมืดสนิท
ริบบิ้นสีสันสดใส ยังคงปลิวสะท้อนแสงไฟที่มีอยู่อย่างเฉื่อยชา
เสียงแอร์ยังคงดังกังวาลในความว่างเปล่า
 
เขาเดินอยู่บนพรมสีน้ำเงิน วนไปมาอย่างช้าช้า
ตามเส้นทางที่เขาคุ้นเคย
เขาเดินผ่านโต้ะทำงาน ของคนที่เขารู้จัก และให้ความเคารพเขา
บางโต้ะ วางของทิ้งไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ เศษกระดาษกระจัดกระจายไปทั่ว แม้แต่บนพื้น
เขาหยุดมองมันอย่างไม่สบอารมณ์
หึ่ม .. เสียงจากในลำคอเขาดังขึ้นก่อนก้มลงเก็บ ผลงานของลูกน้องที่ไม่เรียบร้อย
 
...
 
เสียงนาฬิกาดังขึ้นบอกเวลาห้าทุ่มในยามดึก
เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดกว้างต้อนรับราตรีอันไม่เคยหยุดนิ่งของมหานครในมุมสูง
มุมมองที่เขาได้เห็นจนชินตา ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ที่ซึ่งเขาได้แต่มองลงไปดูเหล่าผู้คนใช้ชีวิตกันเหมือนหุ่นยนต์
ต่างรีบร้อนกันทำภารกิจของตน แม้ในยามดึกดื่นที่ควรจะพักผ่อน
 
 
ในมหานครที่วุ่นวาย
คงมีหลายฝันได้หล่นหายไป...
 
วันนี้เขาไม่ต้องรีบกลับบ้าน
เพราะไม่มีใครจะคอยเขาอยู่นอกจากโต้ะทำงาน และคอมพิวเตอร์ตัวเดิม
เขายื่นมือไปสัมผัสกระจกบานใหญ่
ไออุ่นจากมือ แผ่ไปทั่วระนาบกระจงเป็นวงฝ้าสีขาว
เขารู้สึกว่างเปล่า..
ชีวิตนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงอาจเป็นความฝันของใครต่อหลายคน
แต่เมื่อการเดินตามความฝัน ต้องใช้เวลา และพละกำลังมากกว่าคนอื่นทั่วไปอย่ซักหน่อย
มองย้อนไปถึงรอยยิ้มครั้งสุดท้าย ซึ่งอาจจะนานมากนักจนจำไม่ได้
ทุกนาทีชีวิตของเขามีค่าเป็นเงินทอง  เพื่อที่จะทำตามฝันให้ถึงจุดหมาย
จนบางทีเขาบ่นว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง มันไม่พอสำหรับเขา
หรือใครใคร...ที่ผ่านเข้ามาและจากไป
เขาทุ่มเททั้งชีวิต ให้กับการงาน
การงานที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของชีวิตชายคนหนึ่ง..
แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของมันก็ตาม
เขาเพิ่งได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้จัดการแผนกไม่นานนัก
เป็นอีกหนึ่งก้าว ที่เขาเฝ้ารอมานาน
 
ดวงดาวสุกสกาวดับลงที่ตรงไหน....
 
 
 
....
เสียงประตูเปิดออกมา ยามประจำอาคารเดินเข้ามาตรวจความเรียบร้อย
ลูกโป่งอัดลมกลิ้งไปมาตามพื้น
เศษกระดาษสีและริบบิ้นกระจัดกระจายไปทั่ว
มีกระดานแผ่นใหญ่เขียนข้อความหลากสีสันภาษาอังกฤษ
และแก้วแชมเปญมากมายที่รอให้คนทำความสะอาดเข้ามาเก็บกวาด
ทันใดเขาก็สังเกตเห็นชายแก่สูงอายุคนนึงที่ริมหน้าต่าง
ภายในออฟฟิศที่แปรผันเป็นงานเลี้ยงอำลา
 
 
ชายแก่ยืนร้องไห้....ให้กับความว่างเปล่า
ให้กับวันพรุ่งนี้ ที่กำลังจะผ่านเข้ามา
และวันวานที่ผ่านพ้นไป
 
....เมื่อดวงดาวแห่งความฝันได้ดับลง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
9月16日

เมื่อมองฟ้าลึกลึก...ขึ้นไปดูช่างสดใส

 
ฟ้ายังมีที่ว่างให้เธอวาด....
ชื่อหนังสือ เพราะเพราะ ที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกดีอยู่เรื่อยไป
 
ตอนเด็กๆ เวลาผมแหงนมองฟ้าก็มักจะเห็นก้อนเมฆสีขาวสะอาดล่องลอยไปมา
เปรียบแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่เสมือนผืนผ้าใบสีครามใส
หยิบจินตนาการแต่งแต้มเรื่องราว เชื่อมต่อเมฆ เข้ากับเมฆ
บางทีก็เผลอนึกเป็น สิ่งต่างๆตามแต่ที่จะจินตนาการกลั่นกรองออกมาได้
"หมาพุดเดิ้ลที่กำลังตีลังกาจิบกาแฟบนหัวของมังกรที่กำลังเต้นรำอย่างมีความสุขข้างๆน้ำตกละอองฟองสีขาวอ่อนโยน..."
หรือดินแดนที่โดเรม่อนพาโนบิตะและผองเพื่อนไปวิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข
มองเห็นเมฆฝนเปรียบดั่งอสูรร้าย จานดาวเทียวลึกลับในเรื่องไอดีโฟร์ ที่พากองทัพมนุษย์ต่างดาวมาบุกโลก
เห็นสายฟ้า เป็นดั่งเวทมนต์ของใครซักคนที่เรียกลงมาปราบเหล่าศัตรู
เห็นเม็ดฝน เหมือนน้ำตาของเทวดาตามเรื่องราวที่ยายเคยเล่าไว้
หรือ แม้แต่เวลาที่แสงตะวันเล็ดลอดผ่านช่องว่างของกลีบเมฆลงมา เหมือนแสงสวรรค์
ก็นึกเล่นๆว่า ที่ตรงนั้นคงมีลิงป่าชูลูกสิงโตเด่นเป็นสง่าเหมือนในการ์ตูนไลอ้อนคิง
 
โตขึ้นมาหน่อยผมก็มองฟ้าในมุมที่ต่างไป
ไม่ว่าจะเป็นมุม45องศา 90องศา หรือทแยงมุม  ตีลังกามุม
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมแทบไม่เห็นก้อนเมฆ เป็นเรื่องราวเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว
ผมมองเห็นเมฆ เป็นดั่งกลุ่มไอน้ำ
ที่ระเหยขึ้นไปเมื่อได้รับความร้อน
เกิดการรวมตัวควบแน่นเป็นกลุ่มหมอก
ที่ใดที่มีแรงกดอากาศต่ำ อากาศอ้าว เมฆก็จะไปรวมตัวที่จุดนั้น
พอรวมตัวกันมากเข้า ก็เกิดแรงเสียดทานเป็นสายฟ้าสีม่วงสวยสดวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
และไอน้ำก็กลั่นตัวลงมาเป็นฝนชุ่มช่ำ
...วิทยาศาสตร์ได้ทำลาย หมาพุดเดิ้ลตัวน้อยๆของผมไปแล้ว
คงเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกได้ในตอนนั้น
 
 
จนทุกวันนี้ 
เวลาที่ผมแหงนมองฟ้า
เห็นหมู่เมฆล่องลอยไปมา
ความหมายของมันแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ผมเห็นแสงและเงา 
เห็นจังหวะความเร็วของก้อนเมฆแต่ละก้อนที่ไม่เท่ากัน
เห็นเฉดสีของมันที่ท้องฟ้า แต่งแต้มลงไปอย่างเรียบเนียนดั่งจิตรกรเอก
ยิ่งเวลายามเย็นหรือยามเช้า
มักจะทำให้ผมเหม่อมองมันได้หลายต่อหลายนาที
ผมเห็นท้องฟ้าเป็นดั่งผืนผ้าใบอีกครั้ง
แต่คราวนี้ ไม่ใช่ผืนผ้าใบที่ผมเคยรู้จัก
 
เพราะผมเป็นเพียงแค่หนึ่งในผู้ชื่นชมผลงานชิ้นเอกของจิตรกรชื่อดัง
ที่มีนามว่า " ฟ้าคราม"
 
 
 
 
 
 
 
 
9月13日

new album: PaPucci's Sunset Street

 
    ตะวันสาดแสงมาเป็นเวลาร่วม 12ชั่วโมงในหนึ่งวัน
แต่หากช่วงเวลาลาจากนั้น ช่างแสนสั้น
เพียงแค่ห้านาที ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
และ บางคนก็ไม่เคยได้แม้แต่แหงนมองฟ้า....
 
เปนอัลบั้มภาพพี่ปุ้ก(เพื่อนพี่ชาย) ที่กรุณาสละเวลาไปเป็นนางแบบให้
อุตส่าเดินเล่นเย็นย่ำจาก ธรรมศาสไปถึง ข้าวสารและต่อรถไปสะพานพุทธ
ขอบคุนมากก้าบ!
 
 
และขอบคุณน้องพี และน้องนี ที่เคยสละเวลาเป็นนางแบบย้อนหลังด้วยนะค้าบ
แซ้งคิ้วท.!
 
(version photoshopจะตามมาตอนหลัง  งานเยอะสัสๆเลยตอนนี้)
9月9日

นิทานหิ่งห้อย

 
รถเมล์ ปรับอากาศภายนอกสู่ภายในด้วยพัดลมเก่าๆ กับหน้าต่างขึ้นสนิม หยุดลงที่หน้าลานวัดแห่งหนึ่ง
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้คนก็ต่างทยอยลงมาจากรถเมล์สีแดงด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและไม่สู้ดี
แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ออกก้าวเดินบนถนนลูกลังอันขุรขระ
เขาค่อยๆขยับตัวออกจากประตูรถ ด้วยแววตาที่เศร้าหมอง
ปาดเหงื่อและยืดแขนออกขับไล่ความเมื่อยล้า
 
ขณะที่เขากำลังเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับสัมภาระรุงรัง
เขาบังเอิญได้ยินเรื่องราวบางอย่าง
หนึ่งในกลุ่มนักเดินทางนั้น เอ่ยคำว่า นิทานหิ่งห้อย
ชื่ออันคุ้นหูและแสนไพเราะ
เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อต่อกันมาในหมู่ชาวบ้านริมน้ำ บ้านเกิดของเขา
....เรื่องราวของกลุ่มเด็กน้อย ที่แอบกันขึ้นเรือไปตามหา ต้นลำภูยักษ์ที่ปลายนา
 
 
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ย้อนกลับไปยังเวลาที่ผู้คนยังใช้สายน้ำเป็นดั่งผืนถนน
ผู้คนต่างออกมานั่งชมพระอาทิตย์ตกริมชานบ้าน
บางหลังก็มีเสียงเฮฮาครื้นเครงของญาติสนิทมิตรสหาย
หลายบ้านไปมาหาสู่กันอย่างฉันมิตรในช่วงแดดร่มลมตกแบบนี้
เวลาไหลไปอย่างช้าๆเหมือนสายน้ำที่ตัดผ่านหมู่บ้านอย่างสุขสงบ
 
ภายใต้ยามเย็นปกติ อย่างวันนี้
มีกลุ่มเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน รวมตัววางแผนที่จะไปพิสูจน์ตำนานลึกลับของหมู่บ้าน
"ลุงของข้าเล่าว่า  คืนนี้เหล่าดวงดาวจะพากันร่วงกราวจากท้องฟ้าที่ปลายนาทางเหนือ"
เด็กอ้วนผิวสีแทนลุกขึ้นพูดอย่างแข็งขันและชักชวนทุกคนอย่างตื่นเต้น
"พวกเราไปดูกันมั้ย"...เขายิ้ม
"จะเป็นไปได้ที่ไหนกัน  ลุงข้าบอกว่าสุดปลายคุ้งน้ำ กระแสน้ำจะเชี่ยว "
เสียงโต้แย้งดังออกมาจากเด็กผมเกรียน ที่ยืนกอด อกอยู่ไกลๆ
"แม่ข้าคงไม่ให้ไป..."เด็กอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงเกรงกลัว
"ใช่ๆ แล้วแม่ข้าบอกว่าปลายนามีดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ไม่ควรเข้าไปยุ่ง" เด็กหน้าตี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆเด็กอ้วนพูดขึ้น
"อะไรกัน พวกแก ถ้ากลัวนักก็นอนอยู่บ้านไป  ลูกผู้ชายจะต้องมาเจอที่ท้ายวัดคืนนี้เวลาเที่ยงคืน"
ไอ้เด็กอ้วนคนนั้น พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์และเดินจากไป
เด็กหน้าตี๋มองพื้นน้ำด้วยความสงสัย
"ข้าคงไปไม่ได้ แม่ข้า..."เด็กคนเดิมพูดขึ้นมาอีกครั้ง
"เออน่ะ ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าปลายนามันมีอะไรทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงไม่ให้ไปน้ะ"เด็กหัวเกรียนพูดขัด
"เอาเหอะ ข้าไม่ไปหรอก" เด็กหน้าตี๋บ่น
แล้วทุกคนก็อยู่ในความเงียบ
เสียงสายน้ำที่สาดกระทบเสาไม้ดังเป็นจังหวะซ้ำๆ
แสงขอบฟ้าสีแดงแจ้งให้ทุกคนทราบโดยทั่วกันว่า
ราตรีกำลังย่างกรายเข้ามา....
 
 
 
ไฟจากตะเกียงเจ้าพายุ ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำ
เรือลำเล็กกำลังล่องลอยสู่ปลายนาทางเหนือ 
ที่ซึ่งเป็นคุ้งน้ำกว้างใหญ่
เปรียบดั่งที่บรรจบกันของสายน้ำหลายสาย
อันได้เดินทางมาไกลแสนไกลจากสุดขอบฟ้า
 
 
"ดูนั่นสิ" เด็กอ้วนชี้นิ้วไปที่ต้นลำพูยักษ์ที่ปลายนา
เหล่าดวงดาว พากันร่วงหล่นจากท้องฟ้า มารายล้อมต้นไม้ใหญ่นั่น
เป็นภาพที่สุดแสนจะบรรยาย
แสงเรืองรองน้อยใหญ่ เจิดจรัสวนเวียนเป็นเกลียวคลื่น
อวดความสว่างของตนเอง อย่างเริงร่า
เปรียบเสมือนเต้นระบำกันอย่างสนุกสนาน
เด็กทั้งสี่คนได้แต่มองดูด้วยความตื่นตะลึง
ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเท่าไร
แต่ค่ำคืนนี้พวกเขาได้พบภาพที่สามารถจดจำไปได้ชั่วชีวิต
 
วันต่อมาแต่ละคนใบหน้าไม่สู้ดีนัก
บ้างก็มีรอยเฆี่ยนตี บ้างก็โดนดุด่า
แต่นิทานหิ่งห้อยของพวกเขา ได้เป็นที่กล่าวขวัญของกลุ่มเด็กๆที่อาศัยอยู่ทั่วคุ้งน้ำแห่งนี้
....
 
 
 
 
ชายหาปลา ตัวใหญ่ กับพ่อค้าปลาชาวจีน ยืนเลือกปลาอยู่ที่ท่าน้ำ
"อ้าว ไอ้ปื้ด" รอยยิ้มแห่งมิตรภาพวันวาน โอบกอดรัดเขาอย่างอบอุ่น
"หลายปีแล้วนะมึง....งานในกรุงเทพเป็นยังไงบ้างว่ะ" ชายหาปลาร่างใหญ่เดินเขามาทักทาย
 
เขาได้แต่ยิ้ม  แค่นั้นก็พอเป็นคำตอบได้
"....เอาน่าๆ" พ่อค้าชาวจีนพูดอย่างเห็นใจ
เขาเหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนอยู่ริมท่าเรือ
'ทัวร์ชมหิ่งห้อย ลำละ600บาท'..
"ขายดีมั้ย"เขาหันมาถามพ่อค้าและชายหาปลา
ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมตลาดที่ว่างเปล่า
"อะไรอะไรมันก็เปลี่ยนไปว่ะ" พ่อค้าตอบ...
เขาถอนหายใจ...
 
ใช่...เขามองไปรอบข้างทุกอย่างช่างดูไม่คุ้นตา
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วจนน่าใจหาย
ผู้คนยิ้มให้กันด้วยปัจจัยทางธุรกิจ
คนแปลกหน้าต่างถิ่นเดินผ่านมา แลวก็จากไป
ผู้คนชาวบ้านต่างโกหกตัวเองว่าแบบนี้ คือสิ่งที่เขาต้องการ
โดยไม่รู้เลยว่า  นิทานหิ่งห้อย กำลังจะหายไป....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
9月5日

บทเพลง

 
สิ่งมหัศจรรย์ของบทเพลง ...
สำหรับผมแล้ว 
บางทีมันก็เหมือนกล่องกาลเวลา
ทุกครั้งที่เราเปิดมันออกมา
ความทรงจำก็จะเอ่อล้นทะลักทำให้เราได้รู้สึกถึงวันเวลาเก่าๆได้อยู่ร่ำไป
แม้มันจะเห็นได้ไม่ชัดเหมือนภาพถ่าย
ไม่มีรูป ไม่มีสี  แต่อัดแน่นด้วยความรู้สึก
เราไม่อาจสัมผัสจับต้องมันได้  เพียงแต่ให้เสียงเพลงมันโอบกอดเราอย่างอบอุ่น
 
บทเพลงที่เคยผ่านความทรงจำของผมคงมีหลายพันอยู่
แต่มีเพียงไม่กี่เพลงเท่านั้น ที่ผมยังคงจำได้ไม่มีวันลืม
แล้วคุณหล่ะ...จำเพลงเหล่านี้ได้มั้ย
 
 
"เจ้าหญิง" ของบอย เพลงนี้กล่าวได้ว่าเป็นเพลงแรกๆที่ทำให้ผมรู้จัก bakery (เพลงแรกสุดคือฤดูที่แตกต่าง)
มันสำคัญยังไงเหรอ  อาจพูดได้ว่า เป็นเพลงรักเพลงแรกของผมเลย  ทุกครั้งที่เพลงนี้ดังขึ้น ฉากท้องทะเลและบ้านหรูหราริมหาด ก็ผุดขึ้นมา
และมีเจ้าหญิงตัวเล็กๆ ก็วิ่งเล่นอยู่ริมสระน้ำ กะไอ้เด็กอ้วนดำ 55+
 
"ม้าเหล็ก" อำพล หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่เพลงเปนเพลงที่มันส์มาก ผมชอบขี่จักรยานไปร้องไป ตอนปิดเทอมใหญ่ ประมานประถมต้น
 ในฉากพระอาทิตย์ตก แถวๆโบราณสถานของอยุธยา แม้จะร้องได้ไม่จบเพลงก็เหอะ
 
"เพลงไลอ้อนคิง" การ์ตูนโปรดของผม แม้ว่าคนร้องจะเป็นราชาเกย์ แต่ผมก็ชอบทุกบทเพลงของมัน ขนาดที่เผลอกดลบไปนิดนึงต้องซื้อใหม่
พอเพลงไลอ้อนคิงดังขึ้น ผมก็รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก อ้วนๆ ตอนประถมอีกครั้ง กินกิน นอนนอน ไปวันๆ ฮากุน่ามาตาต้า จริงๆ
 
"jinglebell -christmas series" เพลงเหล่านี้... พาให้ผมกลับไปนุ่งกางเกงน้ำเงินอีกครั้ง  ทุกๆปีที่ลาซาล เขาจะให้ความสำคัญของคริสตมาสมาก
เป็นวันที่แต่งตัวกันตามสบาย ในบรรยากาศลมหนาว  ตอนนั้นแค่เพื่อนผู้หญิงไม่ใส่ชุดนักเรียนก็ทำให้ตื่นเต้นกันได้ เป็นวันที่สนุกสนาน ตอนเด็กๆ
จะรอรับทอฟฟี่จากซานตาครอส และรอจับของขวัญในห้องเรียน     พอโตขึ้นมาหน่อยก็เปลี่ยนเป็นรอดูนางฟ้าและรอดูกิจกรรมเข้าจังหวะช่วงบ่ายๆ
ลาซาลจะเปิดเพลงเหล่านี้แบบ non-stop เช้ายันเย็น ประมานว่า เพลินๆก็จะฮัมออกมาโดยไม่รู้ตัว
 
"เวลา" pop.  เพลงนี้เคยร้องกับเอิส ตอนม.4 ริมเก้าอี้หิน หน้าซอยบ้านม.เดโชชัย  ร้องผิดร้องถูก หัวเราะขำขำกันไป  
โดยไม่ได้นึกถึงบทความของเพลงที่ กินใจในหลายเดือนต่อมา (โดยมีบทเพลงของ ปาล์มมี่ ดังกึกก้อง หลายๆเพลงในช่วงเวลานั้น) 
 
"silly fools + bodyslam ยุคแรกๆ + linkinpark+ประมานนี้" บทเพลงแห่งมิตรภาพ  เพื่อนๆผมมักจะขึ้นไปเล่นบนเวทีพร้อมกับเพลงเหล่านี้
รวมถึงไปไหนมาไหนก็จะร้องเพลงกัน นั่งแกะกีต้ากัน  แม้ผมจะไม่มีสกิลด้านนี้ แต่ก็สุขสนุกไปกับมัน
เพลงหลายเพลงกินช่วงเวลาตอนม.ปลายไปมาก  แต่ภาพชัดๆก็คงเป็นตอน ไปเที่ยวเสม็ดกัน
ตอนที่นั่งรอเวลาแดดร่มลมตกใจจดจ่อกับเกลียวคลื่น และฟองทะเล และเพลินไปกับเสียงกีต้าโปร่งหลายตัว
....ผมยังคงเสียใจที่ silly fools ต้องแยกวงไปในตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่  ผมรู้จักซิลลี่ฟูลเพราะมีรุ่นน้องที่ชื่อซี ชอบพูดถึงบ่อยๆในห้องศิลปะ
 
 
"paradox" ผมเริ่มรู้จักparadox ตอนที่ผมเขียนการตูนลงหมึกเรื่องแรก เพราะผมเปิดมันกรอกหูไม่รู้กี่รอบ ในช่วงม.3
เป็นผลงานที่หลากหลายแนว และอารมณ์มาก และพาราด้อกซ์ ก็มักเป็นบทเพลงที่ผมชอบร้องไปขณะเดินชายหาดคนเดียวตอนดึกๆ
 
"happiness is..."  สุดยอดเพลงในดวงใจ   ทุกครั้งที่เพลงดังขึ้น ผมจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย   หลับตาแล้วนึกถึง แสงอาทิตย์ยามเย็นๆ เล็ดลอด
หมู่ใบไม้ริมทาง  บนรถแอร์เย็นๆที่พ่อผมขับ
 
"scrubb" เพลงเอ็นทรานซ์ จะเรียกมันอย่างนั้นก็ได้   ภาพท้องฟ้าที่สดใส กับแดดสว่าง ในเวลาเที่ยงวัน ขณะกลับจากการไปสอบที่ลาดกระบัง
รู้ปลอดโปร่งและปลดปล่อย เหมือนแบบ...เฮ้อ กูสอบเสรจแล้วเว่ย
 
ไปกินข้าวก่อนดีกว่า...พิมเพลิน
 
 
 
9月2日

new pic album: บริสุทธิ์

 
แต่ก่อนผมไม่เคยเชื่อว่า  ภาพถ่าย  จะสวยได้ด้วยอุปกรณ์
 
รุ่นพี่ที่คณะเคยบอกไว้ว่า80% ของภาพนั้นสวยด้วยสิ่งนี้...
แล้วเขาก็วาดมือขึ้นไปเคาะข้างๆขมับ
ใช่แล้ว เกือบทุกอย่างขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ศิลปะ
และโชคชะตา ในการที่จะได้ภาพดีดีซักหนึ่งรูป
20% ที่เหลือเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยจากอุปกรณ์
 
ผมได้กล้อง300d มาเมื่อตอนปี1เทอมสองขณะที่กำลังจับดินสอสองบี
นั่งขีดๆเขียนๆเรือนไทยอยู่ที่ฝั่งสนามจุ้บ
เหมือนมันหล่นจากฟ้า
ผมคงโชคดีกว่าหลายๆคน
ที่ได้อุปกรณ์บันทึกความทรงจำมาอย่างง่ายดาย โดยไม่เหน็ดเหนื่อยอะไร
 
หลังจากนั้นผมก็ใช้มันอย่างทรหด
เริ่มศึกษา ความซับซ้อนของมันได้ขนาดหนึ่ง
แล้วก็พามันไปที่ต่างๆที่ผมพอจะไปได้
บันทึกความทรงจำไว้ใน กล่องสีดำๆข้างจอคอมพิวเตอร์
เมื่อใดที่มีเวลาว่างก็จะมักเปิดออกมาดู
แม้มันจะไม่ค่อยมีรูปตัวของผมเองก็ตาม
 
เวลาผ่านมาเกือบ3ปี
ในที่สุด เลนส์18-55ทท ที่ติดมากับกล้อง ก็เกิดหมดอายุขัยขึ้นมา
ผมเลยต้องซื้อเลนส์ใหม่
ความมหัศจรรย์บังเกิด
เมื่อภาพที่ได้รับจากดวงตาอันใหม่ของกล้อง สวยงามยิ่งนัก
'เลนส์85mm พอตเทรต'
ทำให้ผมเห่อมันและพาไปไหนมาไหนยิ่งกว่าเดิม
ตอนนี้ผมก็พอมีรูปใหม่ๆอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว... 
 
จึงขอตั้งชื่อ อัลบั้มใหม่ ด้วยคำว่า  'บริสุทธิ์'
ภาพที่ไม่ได้รับการปรุงแต่งแต่อย่างใด...
 
9月1日

เวลาที่หายไป..

 
หลังจากสายตาและสมองพักจากการใช้งานอย่างหนักหน่วง
ผมก็กลับมาพื้นที่สีขาวแห่งนี้อีกครั้ง
แหงนมองกำแพง เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเที่ยงคืนครึ่ง
ผมยังคงนั่งอยู่ และเหน็ดเหนื่อยกับความว่างเปล่า
เวลาที่หายไป กับกิจกรรมที่ไร้ผลตอบแทน
 
เหมือนโกหกตัวเองและคนรอบข้าง
พูดให้รู้ให้เชื่อว่า การเล่นเกมมันมีประโยชน์นะ
ซึ่งบางทีถ้าเราไม่ได้เล่นเกม ก็คงไม่เริ่มจับดินสอเขียนการ์ตูน
หรือ ชอบอ่านภาษาอังกฤษคอยเฝ้าดูความเป็นไปของเนื้อเรื่อง
คงไม่ชอบใช้คอมพิวเตอร์ ทำโปรแกรมไม่ได้ เปิดเครื่องซ่อมไม่เป็น
คงไม่รู้เรื่องราว ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ก่อนจักรวรรดิโรมันจนถึงแนวโน้มความเป็นไปของโลกในอนาคตเบื้องหน้า
จะว่ากันแล้ว  ถ้าดึงเอาเกมออกไปจากโครงสร้างชีวิตของคนที่ชื่อเบส
ก็อาจไม่มีเขาคนนี้ นั่งอยู่ตรงนี้...
 
เมื่อเราเล่นเกม เวลาก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ลืมความทุกข์ ลืมเวลา  ลืมความเหงา
อยู่คนเดียวได้เป็นวันวัน
โลดแล่นไปกับกระแสกาลเวลาจำแลง
จนแม้กระทั่งลืมที่จะสบตา คนที่รักและคอยห่วงใยที่มักจะมายืนถามสาระทุกข์สุขดิบข้างๆ
... ในเวลาที่กำลังตั้งใจเล่นอย่างจริงจัง
 
เรากำลังเห็นแก่ตัวไปรึเปล่า?
วันเวลาหนึ่งวัน เราให้มันไปมากกว่าคนที่รักเราอย่างนั้น สมควรแล้วหรือ?
 
ผมเริ่มถามตัวเอง...
และก็เคยคิดจะหยุดเล่นและเริ่มทำงานหรือหาอะไรทำที่เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้
แต่ก็ไม่อาจจะห้ามได้...
 
จนเริ่มรู้สึกว่า บางสิ่งกำลังคุกคามความรับผิดชอบ และหน้าที่การงานอันควรจะสะสาง
เริ่มผลัดวันประกันพรุ่งส่งงาน ไปเรียนสาย  อดหลับอดนอนและชอบหลับในเวลาเรียน
แถมยังบ่นกับโลกใบนี้ว่า ไม่มีเวลาพอ..สำหรับเรา

ถามหาเวลาที่หายไป ......
โดยไม่ได้มองตัวเอง