Bez's profile"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    March 22

    an airport song

     
    สนามบิน เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง
    ผู้คนมากมาย ได้ผ่านเข้ามาและเดินทางจากไปในดินแดนอันแสนไกล
    จากสถานที่แห่งนี้
    อาจเป็นการเดินทางของเด็กน้อย ที่ยังไม่เคยเห็นว่าบนนั้นมีอะไร
    อาจเป็นการเดินทางของผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้ชื่นชมกับสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง
    ได้แต่เพียงจับจ้องมองเวลา และเพชิญหน้ากับความเบื่อหน่ายของการรอคอย
    และอาจเป็นการ ลาจากของใครบางคน ที่เดินทางจากชีวิตความเป็นอยู่แสนคุ้นเคย
    ไปสู่ดินแดนอันเป็นปริศนา และไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรอคอยเค้าอยู่ข้างหน้า
     
     
    เทอร์มินัล
    คือห้องโถงขนาดกว้าง
    คนที่เดินทางมาสถานที่แห่งนี้
    มักจะเพชิญหน้ากับช่วงเวลาที่สะเทือนใจ
    ถ้าใครซักคนนึง ไม่ได้กลับไปด้วยกัน
     
     
    ผมเคยชอบสนามบิน
    เพราะส่วนใหญ่ผมมักเป็นคนนั้น
    ที่ถือกระเป๋าใบใหญ่
    หัวใจสั่นรัวกับการเดินทาง
     
    แต่คงไม่ใช่วันนี้
    ที่หัวใจสั่นรัว
    กับการลาจาก
     
     
    แม้ระยะเวลา3เดือน อาจดูไม่ยาวนาน
    แต่3เดือน..
    ที่ทุกเช้าตื่นมาไม่มีเธอ
    ช่างแสนนาน
     
    เวลายังคงเดินต่อไป
    เพียงเพลอ ผ่านไปแล้ว5วัน
    อย่างที่ได้เคยบอกกล่าวไว้
     
     
    คืนนี้
    ผมจะลองหลับตา
    และฟังบทเพลงของสนามบิน
     
    มันคงจะเพราะจับใจ
     
     
     
     
     
     
    March 18

    seperation:

     
       วันนี้ เดินทางกลับจากเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินเล็กแอร์เอเซีย ที่ดีเลย์ไป2ชั่วโมง
    หลังจากได้มองเห็นแสงสุดท้ายของตะวัน กำลังลับขอบฟ้า
    ความนิ่งเงียบและไออุ่นของแก้มที่สัมผัสกันเบาๆ
     
    ทำให้ใกล้เคลิ้มหลับไป...
     
     
    คงเป็นเวลาใกล้รุ่งของวันพุธที่แล้ว
    ที่เราได้เดินทางด้วยกัน กับเพื่อนๆวัยเฟรชชี่บั้นปลายของเธอ
    สนามบินสุวรรณภูมิแสนอบอ้าว
    แม้จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นสนามบินดีเด่น แต่ภายใต้ฝ้าเพดาน
    ยังคงมีบ้านอันแสนอบอุ่นของเหล่าบรรดาแมงมุมชักใย
    ให้ได้มองอย่างน่าเอ็นดู
     
    เราจะเดินทางกันอย่างลับๆ
    เพราะถ้าคุณพ่อของเธอรู้  อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้
    พอสถานการณ์ปลอดภัย ผมจึงแบกกระเป๋าและเข้าไปสมทบกับเธอและเพื่อนๆ
    เราคุยกันง่ายขึ้นด้วยภาษาของเกม
    น่าแปลกใจที่เด็กเศรษฐศาสตร์ คุยเรื่องเกมสนุกกว่าสถาปัตย์เป็นไหนๆ
    อายุเลยกลายเป็นเพียงตัวเลข
    ผมกร่อนตัวย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กปี1ได้อย่างไม่ยากนัก
    เธอและฉันตกลงกัน
    ปรับเปลี่ยนมาอยู่ในสถานะของเพื่อนสนิท
    เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้ใครรอบข้างไม่สบายใจ
    ไม่ใช่เรื่องใหญ่
    ....เรายิ้มให้กัน
     
    เครื่องบินทะยานสู่ฟ้ารับแสงตะวันของวันใหม่
    เหมือนทุกครั้งที่ภาพนอกหน้าต่างมักจะทำให้ผมหลงไหล
    ผมนั่งติดกระจกเหมือนเคย อย่างที่ปลายปีที่แล้วได้ไปไหนต่อไหนคนเดียว
    แต่ต่างตรงที่ ข้างๆผมคราวนี้มีสาวน้อยที่น่ารักที่สุดในโลก
    นอนอิงไหล่มองทุ่งหญ้าสีขาวของปุยเมฆด้วยกัน
     
    ฝันไปคงไม่แปลก..
     
    ถึงเชียงรายด้วยเวลาแสนสั้น
    ภาพข้างนอกหน้าต่าง ไกลสุดสายตา
    ประกอบด้วยทุ่งนาเขียวและท้องฟ้าคราม
    ...สงบ
    และทุกอย่างดูเหมือนเดินช้าลง
     
     
    พวกเราไปถึงที่พัก ที่อยู่ท่ามกลางทุ่งนาแสนกว้าง
    เป็นโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่
    ที่มีบ้านพักแสนหรูอย่างกับโรงแรมอยู่ที่ปลายนา
    การต้อนรับทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เหนือคาด
    ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเที่ยวสบายถึงเพียงนี้
     
    หลังจากพักผ่อนหลับนอน
    พวกเราก็ไปพิชิตน้ำตกในอุทยานใกล้ๆ
    9ชั้นเหมือนดั่งดอยปุยเชียงใหม่
    แต่ระยะทางสั้นกว่ามาก
     
    เชียงรายร้อนจัดในตอนกลางวันและหนาวพอสมควรในเวลากลางคืน
    ไร้แสงไฟ
    แต่รายล้อมด้วยหมู่ดาว
    ...และแมลง
    ที่อย่างน้อยผมก็โชคดีที่ได้พบแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
     
    พวกเราไม่รอช้าที่จะไปคดตัวอยู่ในห้อง
    เพราะโถงทางเดินตลอดมาเป็นที่ชุมนุม
    ของบรรดา เจ้าบ้านน้อยใหญ่ ที่เป็นเจ้าของผืนดินกว่าร้อยไร่รอบบริเวณนี้
    และพวกเขาก็รื่นเริงเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราๆจะทนไหว
     
    วันรุ่งขึ้นในเวลาเลยเที่ยงแก่ๆเรามุ่งหน้าไปกว๊านพะเยา โดยที่แวะ วัดระหว่างทางบนยอดเขา
    ของเขตพะเยา แสงสาด45องศา ในบรรยากาศเงียบที่สุด
    ภาพของ วัดชินโตในนิกโกะ ญี่ปุ่น โผล่เข้ามาให้ได้นึกถึง
    บนยอดเขานั้นพวกเราไหว้พระกัน และมองดูเมืองพะเยาจากมุมสูง
    เสียงลม เสียงใบไม้ 
    ประกอบด้วยเสียงลูกไม้ตกกระทบพื้นหินจากระยะไกล
    ไม่ได้ร้องขอความสงบ
    แต่เขาได้มาเยือนในช่วงเวลาที่เงียบงันที่สุด
    ในสมองผมว่างเปล่า กับรอยยิ้มมุมปาก
    ความสุขอยู่ไม่ไกล
     
    กว๊านพะเยา เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในอันดับต้นๆของประเทศไทย
    ในบามอาทิตย์อัศดง เหล่าผู้คน ต่างมาชุมนุมที่กว๊านพะเยา
    และมองไปในทิศทางเดียวกัน
    กลิ่นอายของทะเลสาบ กับกลิ่นเขียวของพืชน้ำ
    และลมโชยอ่อนๆ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    แล้วอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าที่กว๊านพะเยา
     
    วันต่อมาพวกเราตื่นมาด้วยความคึกคะนอง
    วันนี้เราจะเดินทางไปแม่สาย ข้ามไปยังแผ่นดินพม่า
    ไม่แน่ชัดว่า ที่นี่ใช่ ท่าขี้เหล็กที่พูดกันหรือเล่า
    เวลาหลอมไป5ชั่วโมงกับการช้อปปิ้งของสาวๆและหนุ่มๆ
    ท่ามกลางแดดร้อนและของที่ถูก สัดๆ
    ผมได้ซีดีเพลงดีดีหายากในราคา30บาทกลับมากว่า30แผ่น
    กับหนังbox set ชุนจิ อิวาอิผู้กำกับ ลิลลี่ชูชู(และ ost ลิลลี่ด้วย)
    ทำให้โครงการขึ้นดอยล่มไป
    ขากลับแวะกินหมูกะทะกับเพื่อนๆชาวถิ่นของเจ้าของบ้าน
    ก่อนที่จะกลับไปแยกย้ายกันตรวจดูของที่ได้ซื้อมา
     
    วันนี้พวกเราเก็บของและพร้อมที่จะเดินทางสู่มหานครล้านนาของชาวเหนือ
    เชียงใหม่ที่ดูเหมือนไม่ไกล
    ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
    แสงสีและผู้คนมากมาย
    ช่วงเวลาเหมือนดั่งบนยอดเขานั้น คงหาไม่ได้ง่ายนักจากที่นี่
    หลังจากผ่านเวลาไปสู่ช่วงใกล้ค่ำ
    พี่สาวสามคนของเพื่อนเธอ ได้จัดแจงการท่องเที่ยวในยามราตรี
    มังกี้กับการเที่ยวผับครั้งแรกของเธอ
    แสงสีและความครื้นเครง
    เร่งสปีดของกาลเวลา ผ่านเข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสาม
    พวกเราสิ้นแรงทันทีที่หัวถึงหมอน
    นอนสลบต้อนรับวันใหม่
     
    ดอยสุเทพเป็นอีกแห่งของจุดมุ่งหมายในวันนี้
    ท่ามกลางแดดร้อนระอุ
    รถแดงขึ้นเขาผ่านป้ายอุทยานน้ำตกที่ผมเคยมาเมื่อไม่นานนี้
    ต่างตรงที่หญ้าและต้นไม้รอบข้างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงแห้งกรอบ
    ดอยสุเทพ ไร้ซึ่งความสงบ
    เสียงจอแจของผู้คน สะท้อนเป็นกระจกเงาให้เห็นถึงความต่าง
    ระหว่างที่นี่และกว๊านพะเยา
    แดดใต้ฟ้าเดียวกัน
    แต่ทำให้ใจกระเจิงไม่เหมือนเดิม
     
    หลังจากการพักผ่อนที่i-berry ของอุดม แต้พานิช
    พวกเราเตรียมตัวกับการเดินเที่ยวถนนคนเดิน
    ที่แห่งนี้ จัดเป็นสีสันของเชียงใหม่เลยก็ว่าได้
    เนื่องจาก มีผู้ผลิตขาย มากกว่าผู้ซื้อมาขาย
    ผลงานที่จัดวางอยู่บนพื้นถนนอิฐ จึงมีความหลากหลายแตกต่าง
    งานศิลปะ ถูกจัดวางอย่างถ่อมตน สัมผัสง่าย
    ตื่นตาตื่นใจกว่าที่เคยพบเห็นในเมืองกรุง
    เวลาผ่านไปกับการถือของและเดินดูนู่นนี่
    เหล่าศิลปิน เด็กแว้น เด็กฮิปฮอป และนักเลงช้อปปิ้งทั้งหลาย
    เดินผ่านไปมาอย่างลงตัว เหมือนทุกคนที่หลับไหลอยู่ตามมุมเมือง
    พร้อมใจกันออกมาเดินดูของในถนนสายนี้
     
    ก็ผ่านไปจนใกล้ตลาดวายเที่ยงคืน
    พวกเราเดินทางกลับที่พัก พร้อมที่จะจัดของ
    เตรียมตัวกลับสู่บ้าน
    กรุงเทพมหานคร
     
    วันนี้ร้อนกว่าทุกวัน
    สถานที่แรกที่ต้องมาเมื่อถึงเชียงใหม่นั่นคือ
    รักแรกเมื่อแรกชิม  ร้านเค้กแสนอร่อยในตำนานชาวเหนือ
    ...ซึ่งปิดวันจันทร์,นั่นก็คือวันนี้
    แต่คุณป้าใจดีเจ้าของร้านเค้กเปิดประตูต้อนรับให้พวกเราไปซื้อผลงานของเขา
    ความหอมหวานยังคงติดปาก ระหว่างทางไปสนามบิน
    เนื่องจากเวลายังคงเหลือ
    และกลางวันอันแสนระอุ
    ทำให้พวกเราคดตัวกันไปดูหนัง spider wick ในห้างเซนทรัลแอร์พอท
    ก่อนที่จะรีบร้อนเพื่อไปเช็คอินสายการบินที่แสนเลทต่อมาอีกสองชั่วโมง
     
     
     
     
    ผมรู้ตัวอีกทีตอนที่สัญญาณไฟดังขึ้น
    ล้อเครื่องบินบดลงกับพื้นสนามบิน
    ช่วงเวลาสั้นๆหมดลง
    วันเวลาที่ห่างไกลบ้าน ผ่านไป
    ฉันและเธอ  กับเพื่อนๆของเธอ
    ผ่านไป....
    ก่อนที่เธอจะเดินทางไปในต่างแดน
    ก่อนที่โลกของผมจะหยุดหมุนลงในห้าวันข้างหน้า
     
     
    กำลังจะผ่านไป
     
    อย่างรวดเร็ว
    ...
     
     
     
    สุหัสสา ในวันติวเอ็นท์เต็ก3ปีที่แล้ว
    คัคนินท์ ในวันนี้
     
    ผมได้แต่สงสัย
    ว่าเป็นไปได้อย่างไร
     
    ที่เธอยอมเปิดใจให้คนธรรมดาอย่างผม
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    March 11

    แพนโดร่า

     
    ตามนิยายปรำปราของ เทพกรีก
    มีอยู่หนึ่งตอนที่ว่าด้วยเรื่องราวของกล่องปริศนา
    ที่มีชื่อว่า แพนโดร่าบ็อกซ์
    แม้ว่า รายละเอียดของนิทานอาจไม่ครบถ้วน
    แต่ผมพอจะรู้ว่า แพนโดร่าบ็อกซ์ นั้นคืออะไร
     
    ขนาดอาจหลอกตา
    เทียบได้กับกล่องใส่เครื่องประดับชิ้นหรูอันหนึ่ง
    ถูกแกะสลักไว้ด้วยลวดลายวิจิตร พิศดาร
    แต่สิ่งที่อยู่ภายในนั้นกลับลึกลับและชวนสยอง
    บ้างก็ว่ากันว่า หากผู้ใด ริอาจหาญเปิดกล่องแพนโดร่า
    ผู้นั้นจะนำพาภัยพิบัศมาสู่โลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    บ้างก็ว่า ท้องฟ้าจะมืดดำ และปีศาจร้าย
    จะหลุดมาจากห้วงมิติที่พวกมันถูกกักขัง
    และสรรพสิ่งจะถูกทำลาย
     
    แม้รู้ทั้งรู้อยู่ว่าสิ่งที่อยู่ภายนั้นอันตรายซักเพียงใด
    แต่คนหลายต่อหลายคนต่างพิศวงในสิ่งที่สถิตอยู่ในนั้น
    เป็นเสน่ห์ ลึกลับให้ชวนหลงไหล
    เหมือนกับชัยชนะเล็กๆ ที่ทุกคนรู้สึกได้หลังจากฝ่าฝืนข้อห้ามบางอย่าง
    และคงเป็นช่วงเวลาที่แสนสำคัญ
    เมื่อคนหนึ่งคน
    เจอกล่องแพนโดร่า ที่ร่ำลือ
     
    ผมเชื่อว่า
    เราทุกคนแล้วล้วนมีพื้นที่ส่วนตัว
    ดินแดนอิสระ ภายในจินตภาพ
    ที่ที่เราจะนึกคิด หรือทำอะไรได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
    ผู้อื่นผู้ใดไม่มีทางรับรู้ นอกจากตัวของเราเอง
    อาจเป็นช่วงเวลาที่อยากตะโกนด่าใครบางคนออกมาดังๆ
    หรือช่วงเวลาที่ฮอร์โมนทางเพศฉีดพุ่งถึงขีดสุด
    และก็อาจเป็นช่วงเวลา ที่เรากำลังคิดถึงใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง
    ก็ตาม..
     
    แน่นอนว่า
    แพนโดร่าอยู่ที่นั่น...
     
     
    เมื่อเหตุการณ์ประมวลบทสรุป
    ผ่านสายตาและความคิด
    ปรากฎ ปฎิกริยาจากสิ่งเร้า
    ช่วงเวลา ก่อนที่เราจะเลือก
     
    เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
    กล่องปริศนาก็ปรากฎกาย
     
     
     
     
    หลายต่อหลายคนเลือกที่เปิดกล่องดำ
     
    และทำในสิ่งที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าไม่ดี
     
     
     
    แล้วโลกของพวกเขาเหล่านั้น
    ได้เปลี่ยนไปจากเดิมนับแต่นั้นมา...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    March 01

    ทฤษฎีของดาวพลูโต

     
    ตอนประถมปีที่5เราได้เรียน สปช.บนเนื้อหาที่ว่าด้วยอวกาศ
    ดวงดาวที่อยู่ไกลขอบที่สุดของระบบสุริยะจักรวาล
    ถูกขนานนามว่าพลูโต
     
    พลูโตและชารอน
     
    และเมื่อเพียงไม่นานมานี้ ดวงดาวพลูโตที่ผมรู้จัก และที่ใครๆรู้จัก
    ได้ตัดสินใจ ออกเดินทางไปในอวกาศอันกว้างใหญ่
    อาจเป็นเพียงแค่ข่าวสารทางวิทยาศาสตร์
    แต่ก็ยังมีบทเพลง ที่กล่าวถึงเขาและเธอ
     
    ไม่ได้มีบทบาทอะไรเกี่ยวข้องกับเรา
    จะเพียงอยู่หรือไม่อยู่
    เราก็ไม่เคยแหงนหน้ามองดวงดาว
    แล้วบอกได้ว่าแสงบนนั้น อันไหนคือดาวพลูโต
    จะว่าไปแล้ว
    อยู่หรือไป พวกเราก็ไม่ได้รับรู้อะไร
     
    หากเปรียบชีวิตเราเหมือนดวงดาว
    มีผู้คนมากมาย ต่างวนเวียนผ่านเข้ามา
    และโคจรจากไป
    บางคนอาจเปรียบดั่งดวงอาทิตย์
    ที่มีอิทธิพลต่อ ชีวิตของเรา
    หรือดวงจันทร์ ที่อยู่กับเราเสมอ
    แม้ในยามที่ไม่ต้องการ
    อาจจะเป็นดวงดาว
    ที่สุกสว่างสวยงามในได้จับตามอง
    และอาจเป็นเศษอุกกาบาต
    ที่เราอยากหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
     
    พลูโตคงไม่ต่างอะไรกับมนุษย์
    เพื่อนที่อยู่ปลายขอบสุดของความสัมพันธ์
    เชื่อมโยงด้วยแรงดึงดูดหลวมๆ
    ต่างกันเพียงระยะทาง
    และปัจจัยทางกาลเวลา
    ก่อนที่จะแยกจากไป
     
    ผ่านวันและคืน
    แม้ดวงดาวจะอยู่ตรงนั้น
    แต่มันไม่เคยอยู่ที่เดิม
    ในอวกาศที่เรียกว่าชีวิตของมนุษย์
    เราอาจเป็นเพียงดาวพลูโตของกันและกัน
     
    ....
     
     
    เราต่างรู้ว่าเคยมีดาวที่ชื่อว่าพลูโต
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    February 25

    เพียงเผลอ

     
    เผลอเพียงแปปเดียว
    เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตี3
    งานproduct ชิ้นสุดท้ายวางนอนนิ่งอยู่เบื้องหลัง
    อีกไม่ถึงอาทิตย์
    ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิม
     
    โชคดี ที่ทุกอย่างดำเนินไปแบบนี้
    เวลาผ่านไปเพียงเผลอ
    โชคดี ที่ผมเริ่มจับปากกา แทนการจับเมาส์แล้วเล่นแต่เกม
    เวลายังคงผ่านไปเพียงเผลอ
    โชคดี ที่ผมได้พบเจอผู้คน และได้ดำเนินชีวิตไปตามแบบอย่างที่ผมอยากให้เป็น
    เวลาได้ผ่านไปเพียงเผลอ
     
    เผลอเพียงแปปเดียว
    เด็กเกรียนที่คึกคะนองกับความรัก และมองโลกจากจุดศูนย์กลาง
    ค่อยๆเติบโต เพิ่มเลขอายุรอบปีจาก18เป็น22
    เผลอเพียงแปปเดียว
    บทเพลงและเศษใบจามจุรี
    ที่ค่อยค่อยกรีดกราย
    ร่วงหล่นจากโถงสูง
    เปลี่ยนจากเมื่อวาน
    กลายเป็นหลายปี
    เผลอเพียงแปปเดียว
    คนที่เคยรู้จักกัน
    ก็เดินผ่านกัน
    เหมือนคนแปลกหน้า
     
     
    เผลอเพียงอึดใจเดียว
    เวลาของชีวิตมหาลัยได้หมดลงอีกหนึ่งปี
    และก่อนที่กระแสเวลาจะไหลต่อเนื่องจากจุดเดิม
     
    ....
     
    วันนี้ ผมมีเพื่อนที่ดี
    และมีชีวิตที่มีความสุข
    เพื่อนรู้ใจและคนที่ทำให้ผมอิ่มเอมหัวใจ
    และสำคัญต่อผมกว่าสิ่งไหน ,KK9  ปุ๋ยที่แสนน่ารัก
    ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เราได้มาพบกัน
    แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของผม
     
    ครอบครัวที่แสนน่ารัก คุณแม่หญิงแกร่งผู้เก่งกาจ
    ที่คอยดูแลความสะอาดและเรื่องอื่นๆจากลูกซกมกทั้งสอง
    พี่ชายที่แสนเป็นกันเอง เพื่อนที่สนิทที่สุดของผม
    ผู้ให้คำปรึกษาที่แสนวิเศษ ไม่ว่าทั้งเรื่องชีวิต
    เรื่องจิปาถะ หรือไร้สาระ 
    และคุณพ่อ ที่คอยเป็นห่วงอยู่ไกลๆ
     
    เพื่อนๆมหาลัย  เบ ดิ้วส วิน ที่ใช้เวลาในโลกออนไลน์กันมากกว่าความเป็นจริง
    แต่อย่าทิ้งพรสวรรค์ ไปกับเวลาที่หายไปมากนักนะ
    เฟิม งานเขียน เดินได้ มึงเป็นบทความที่กูได้คุย แล้วสร้างจินตนาการต่อสิ่งอื่นๆมากมาย
    และก็เป็นเพื่อนที่ดี   คนแปลกหาตัวจับยากผู้มีผู้หญิงที่แสนน่ารักอยู่ข้างกาย
    หง ปลา แป้ง แพง แหล่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อนดีดีผู้หญิงเก่งเก่ง ที่รู้สึกสบายใจที่ได้คุย
    ปั้น โอ ปอม แต่ก่อนพวกเราเคยสนิทกันมากกว่านี้ แต่ก็เป็นเพราะกู
    ที่อยู่ดีดีก็หายไป  พวกมึงด้วย ไอ้กาย ไอ้ป้อป กัล จ๋าย เคน บอล ปุ้น และอีกหลายหลายคน
    น่าตลกที่ตอนกูโสดๆ มึงๆโสดๆ แม้งบ้า ไปเที่ยวผับกันทุกอาทิตย์เลย
     
    พลับ ที่สอนให้รู้ว่า ความรักมีค่าแค่ไหน
    และออย   ปริศนา อักษรไขว้ ความงุนงง ความทุกข์ ความสุข สาวขี้เมาสาวขี้แบน ตลอดจนถึง
    ผู้ที่มีรอยยิ้มสดใส ที่เคยทำให้โลกหยุดหมุน  :) ตลอดสองปีที่ผ่านไปแล้ว
     
    อาจารย์ม่อน  ม.อรรถ ม.วิเชียร  ครูเล็ก  ม.พงพันธุ์  พี่อี้
    เพื่อนๆลาซาล  โย อุศ สมบูรณ์ จุง รี แพร
    หยก ฝ้าย เอิร์ธ จูน
     
     ย้อนหลังกลับไป...
    อีกหลากหลายคน
     
    ที่ทำให้ผมเพียงเผลอ
    กลายเป็นเบสอายุ22ปี
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    January 06

    Astral Starlight

     
      ผมยังคงพยายามจนถึงที่สุด
      ที่จะไล่ตามดวงดาวบนฟ้าไกล 
     
       แม้ว่าระยะทางของเราจะห่างกันเพียง2ปี
       แต่ดวงดาวที่มีชื่อว่า สกาล ศรีสุวรรณ  นั้นสุกสว่างจนแทบแสบตา
     
       หากเทียบกับ เศษ อุกกาบาตอย่างผม
       ที่อาจจะส่องแสงในสายตาคนอื่น
       แต่สำหรับผมนั้น มันช่างน้อยนิด และค่อยๆริบหรี่ลง
     
       หากในเวลา2ปี  ผมไม่สามารถเจิดจรัสได้
       คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
       ความขี้เกียจ และ ความไร้ฝีมือ
       คงเกาะกินผมไปจนวันตาย
     
      ดวงดาวบนฟ้าไกล
     
    สักวัน
      ผมจะเปล่งประกาย
      ให้ทุกคนบนดาวดวงนั้น หันมามอง
     
     
    December 24

    คริสตมาสอีฟ

     
    เสียงเพลงคริสตมาสแครอล จะดังขึ้น ตลอดหนึ่งสัปดาห์ก่อนคริสตมาส
    พวกเราทุกคน ต่างตื่นเต้นที่จะรอให้วันนั้นมาถึง
    บางคนก็เตรียมเอาสายรุ้ง และโคมสีสันสวยสดมาประดับห้อง
    บางคนก็ช่วยกันเก็บกวาดโต้ะ ทำความสะอาด
    และคุณครูที่แสนใจดี จะงดให้การบ้านเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ก่อนวันคริสตมาส
     
    ผมเติบโตมาในโรงเรียนคริสต์
    ที่ก่อตั้งโดยเซนต์ จอห์น บัพติส เดอ ลาซาล
    ตั้งอยู่แถวๆ ปลายขอบกรุงเทพมหานคร โดยมีซอยเป็นชื่อเดียวกับโรงเรียน
    ตั้งแต่เล็กใส่กางเกงอนุบาลสีแดง จนเป็นเด็กเกรียน ม6
    ก็ได้ใช้ชีวิตในรูปแบบของ นักเรียนเครือคริสต์มาร่วม15ปี
    นานพอดู ถ้าเทียบกับสถานที่ที่ผมได้ยืนอยู่ตรงนี้
     
    ถ้าจะจัดอันดับความสำคัญในวันเวลาตอนเด็กๆแล้ว
    คริสตมาสนั้นถือได้เป็นอันดับสามของปีการศึกษา
    รองจาก วันวิชาการลาซาเลี่ยน และกีฬาสี
    วันนี้ทุกคนจะแต่งตัวตามสบาย
    และเพื่อนๆก็ต่างจะงัดเอาชุดสุดเท่ เก๋มาใส่อวดกัน
    ตอนนั้น ของผมคงเป็นชุดสไปเดอร์แมนของมาเวล ที่เคยดังมา กว่า10ปี เห็นจะได้
    แล้วทุกคนก็จะกินอาหารเที่ยงที่เตรียมกันมาเองอย่างสนุกสนาน
    หลังจาก วจนพิธีกรรมในช่วงเช้า....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    เมื่อวานผมกลับไปยังสถานที่เดิม
    ตรงนั้นที่เคยนั่งดู
    ตรงนี้ที่เคยร้องเพลง
    ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
    บางสิ่งบางอย่าง หายไปจากความคุ้นเคย
    ตึกเติบโต สูงใหญ่ เร็วกว่ามนุษย์
     
     
     
    ผมยืนอยู่ในสนามบาส ที่ดูไม่ค่อยแปลกตากว่าวันก่อนๆ
     
     
    ก็ยังคงได้ยินเสียงแว่วของเพลงคริสตมาส อยู่ไกลๆ
     
     
     
    December 16

    pause me

     
      ช้าก่อน   อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป
      ว่าท้องฟ้าที่กว้างใหญ่บนนั้น  จะยังคงสดใสอย่างทุกวัน
      หรือภูผาที่ตั้งตระหง่านตรงนั้น  จะยังคงสง่างามตลอดกาล
     
     เรายังคงยืนอยู่บนโลกที่ ความแน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน
     แต่ละเส้นทางที่เราเลือกในแต่ละวัน
     ต่างล้วนนำพา ตัวเราไปในหนทางที่ต่างจากจุดเดิม
    และไม่มีทางหันหลังกลับไปในวันวานอย่างวันนั้น
     
    เคยได้ยินใช่มั้ย
    เรื่องราวของคนมากมาย
    ที่เคยพบ
    และผูกพัน
     
    และแล้ววันหนึ่ง
    พวกเขาก็ต่างเดินไปในเส้นทางที่ต่างกันไป
    แม้ว่าจะกลัว
    แต่บางทีก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
     
    พวกเขา ปล่อยมือ
    แล้วเดินจากไปในเส้นทางของตน
     
    หยุดก่อน
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ก่อนที่เราอาจจะห่างกัน ไปตามกาลเวลา
     
    แค่อยากจะบอกว่า
    เส้นทางที่เราเดินด้วยกันมา
    นั้นวิเศษที่สุด
     
    ขอบคุณนะ
    และรักมากด้วย
     
     
     
     
     
     
     
    December 04

    Shooting star theory

     
     
    เศษ หิน ยังคงลอยอยู่อย่างนั้น
    ห่างไกลแสนไกลในอวกาศอันกว้างใหญ่
    ปลิวไปมาอย่างไร้ทิศทาง
    ไร้แบบแผน และไร้จุดหมาย
    ที่ปลายสุดขอบฟ้า  ท่ามกลางหมู่ดาว
     
    ลอยไปลอยมา ..อยู่อย่างนั้น...
     
    เศษ หิน  น้อยใหญ่
    ต่างวนเวียน อยู่ในความมืดมิดของจักรวาล
    บดกัน เบียดกัน โดยไม่ได้ตั้งใจ
    กระทบกระทั่ง
    แตกสลาย
    ชนกันไปมา
    กระจัดกระจาย และหลงทาง
     
    ลอยไปลอยมา ..อยู่แบบนั้น...
     
     
    เศษหิน ได้ยลแสงของดวงอาทิตย์
    ร้อนแรง และเปี่ยมด้วยพลัง
    ได้สัมผัส สีสันของหมู่ดาว
    สงบเยือกเย็น และสวยงาม
    แต่เศษหิน..
    กับไร้ซึ่งความหมาย
    เป็นก้อนหินธรรมดา
    ที่ไร้ค่า
    เป็นขยะ ของอวกาศ
     
     
     
    แล้ววันหนึ่ง
    ท่ามกลางหมู่มวล ก้อนหิน
     
     
    ปรากฎแสงสีคราม สุกสกาว
     
    หนึ่งในเหล่าก้อนหิน
    เลือกที่จะเป็นดาวตก
     
    และเดินทางออกจาก หมู่อุกาบาต
    ไปสู่เส้นทางที่ตนฝัน
    ที่ไร้ซึ่งความแน่นอน
    แต่เปี่ยมล้นไปด้วยความสวยงาม
     
     
    ดูชั้นสิ
    มองชั้นสิ
    เห็นชั้นมั้ย...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    และไม่นาน คงแตกสลายกลายเป็นละอองไอ
    เป็นฝุ่นธุลีแห่งดวงดาว
     
    ที่ไหนซักแห่ง  ในอวกาศอันกว้างใหญ่..
     
     
     
     
     
     
     
    แด่หนึ่งในอีกหลายร้อยดวงดาว ที่ผ่านมาและผ่านไป
    ในเสี้ยววินาที ของค่ำคืนแสนสงบ
     
     
     
     
     
     
    November 24

    ช่วยด้วย ติดดอท

     
    ติดจนได้ ฮร่าๆๆๆๆๆๆ
     
    เวงละ
     
     
    ไม่เป็นอันทำอย่างอื่น
    นอนดึกตื่นสายแบบแต่ก่อน
    ม่ายเอานะ
    เอามานนนอออกปปปปปปปายยยยยยยย
     
      ไอ้ดอทเอ เอ้ย
     
    อย่าหลอกหลอนกันอีกเลย
    November 18

    เล่นดอททำไมวะ...

     
      หลังจากสงครามสงบลงที่ปลายตี2กว่าๆ
    สายตาเหนื่อยล้า
    นานมาระยะนึงแล้วที่ไม่ได้เล่นเกมแบบต่อเนื่องอย่างนี้
    นี่คงเป็นอาการของ ความไม่คุ้นเคย
    หลังจากที่ห่างหายจากการนั่งหน้าคอมเป็นเวลานานๆ
     
     
    ตั้งแต่ ดอทเอ... (เกมอะไรชื่อตลก  เหมือนป้าเอที่ไม่มีตัวตน)
    ได้เข้ามาสู่การรับรู้ของผม
    ก็ราวๆ3ปีกว่าๆได้แล้วมั้ง
    มันเป็น MOD ของ WARCRAFT3
    ประมานว่า มีคนเอาเกมวอคราฟ3มาปรับปรุงต่อ กลายเป็นดอทเอ
    อาจจะ งง
     
    แต่ผู้ชายส่วนหย่ายๆที่เล่นเกม มักจะเล่นเกมนี้กันนยามว่าง
    แทนตัวเองเป็นหนึ่งตัวละคร รบพุ่งกันในสนามรบจำลอง ด้วยชั้นเชิง และกลอุบาย...ว่าไปนั่น
     
    แน่นอนว่า เวลา ถูกเผาพลาญไปอย่างน่าใจหาย
    แหงนมองดูนาฬิกาที่หมุนเร็วเกินไป
    เผลอแปปเดียวพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว
     
    มันอาจจะสนุกก็จริงอยู่
    ฝึกสมองก็ใช่
     
    แต่ทำไมคราวนี้ รู้สึกเหมือน 'ไม่คุ้นเคย'กับมันเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ
     
    เด็กน้อยที่บ้าเกมหายไปไหน
     
     
    ......อ่านคาฟก้าดีกว่า
     
    อืมมมม
     
     
     
    November 17

    แสงศตวรรษ....

     
    วันเสาร์ที่17บังเอิญ ได้มีโอกาสไปดูแสงศตวรรษมา
    ที่อัลลิอองฟองเซ่
     
    ด้วยความรู้ที่ว่างเปล่าเกี่ยวกับหนัง
    เพียงแค่ได้ข่าวมาว่า หนังที่ได้รับรางวัลกำกับลำดับภาพยอดเยี่ยมจากฮ่องกง
    ถูกแบนห้ามฉายในไทยเพราะ มีฉาก หลวงพี่ เกากีตาร์
    และอื่นๆ
     
    หนังเปิดตัวมาอย่างโปร่งโล่งสบาย
    ไม่คิดอะไร
    ไหลไปตามสายลม
     
    แต่พอมาถึงช่วงหลัง
    เริ่มตามไม่ทัน
    เกาะประเด็นไม่ได้
    จับอะไรไม่ถูก
     
    เอ้ะ มันต้องการสื่ออะไรวะ
     
     
    เลยเดินออกจากโรงด้วยอาการงงๆ
    แบบเดียวกะที่ออกจากหนังเป็นเอกในช่วงแรกๆ
     
    ......แสงศตวรรษ เกี่ยวกับอะไร ใคร คิดเห็นยังไงบ้าง
    บอกหน่อยดิ
     
    แนวเกินไป ก็เป็นแบบนี้แหละ
     
    แต่เสียงกึกก้องคำรามของชายโรคจิต เปลือยกาย ยืนท้าปีศาจ
    ยังคงดังอยู่ในหัวผมอยู่
      อายยย แอมมม เบโอวู้ฟฟฟฟฟ......
     
    อืม .....ดูง่ายกว่ากันเยอะเลย
     
     
     
     
    November 16

    People forgot, when the world forget

     
      (เป็นเศษเสี้ยวนึงของเกร็ดความนึกคิดที่ลอยมาตามลม
    และโชคดีที่ผมยังจำมันได้...)
     
    ความคิดดีดีมักลอยมากับสายลม
    มาทีเผลอเวลานั่งเหม่อ
    หรือระหว่างทางในทางเดินอันแสนเงียบสงบ
    บ้างปะปนมากับความฝัน
    แต่ก็หายไปกับสายน้ำในยามเช้า
    อยากจะมีสมุด และปากกาดีดี
    จดข้อความหรือห้วงคำนึงบางอย่าง
    ก่อนที่มันจะหลุดลอยออกไป...
    อย่างง่ายดายเหมือนที่มันเข้ามา
     
    สิ่งมีชีวิต ธรรมดาอย่างมนุษย์หนึ่งคน
    ถูกสร้างมาให้จดจำ
    และหลงลืมไปในคราเดียวกัน
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความสุข
    สีสันของวันวาน
    หรือหลายต่อหลายเรื่องที่น่าอับอาย
    ล้วนเข้ามาแล้วผ่านไป
     
    บางคนอาจจะบอกว่าไม่ ฉันไม่ลืม
    ลองหลับตานึกดูอีกทีสิ
    ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว สีสันของความทรงจำ
    จะหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว
    หลงเหลือไว้เพียง  เรื่องราว
    และความรู้สึก...
    'ตอนนั้น ที่เธอไปเที่ยวกับฉัน เราดูมีความสุข'
    แต่ไม่ว่าจะกรอเทปย้อนดูกี่ทีต่อกี่ที
    เวลาตรงนั้นอย่างแท้จริงก็ไม่มีวันกลับมา
    หลุดล่องลอยไปเหมือนสายน้ำ
    ไหลออกไปห่างไกลขึ้นทุกที
    ทิ้งไว้แต่เพียงจินตนาการ 
    ที่เปรียบเสมือนการเล่าปากต่อปาก
    ไม่ซ้ำกันซักที   เวลานึกถึง...
     
    สมองที่ว่าไร้ขีดจำกัดเหมือนมหาสมุทรนั้น
    ได้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวต่างๆไว้ตลอดเวลา
    ไม่ว่ายามตื่นหรือนอนหลับ
    แต่ด้วยแรงบีบอัดของความทรงจำ
    ที่ค่อยๆไหลพรั่งพรูเข้ามาในแต่ละวัน
    อาจทำให้เรื่องราวเล็กๆน้อยๆ
    ค่อยๆเลือนหายไปในซอกหลืบของรอยหยัก
    ติดอยู่อย่างนั้น อย่างเงียบๆ
    แม้บางทีได้นำออกมานึกคำนึงถึง
    ใบหน้าของคนที่อยู่บนนั้นมักจะเลือนๆลางๆ
    หรือแตกละเอียดจนฟังไม่ได้
    พูดไปก็เหมือนเพ้อ...
     
    แต่ก็เป็นการดีที่คนเราได้หลงลืม...
    ลิมความคุ้นเคยเก่าๆ
    ลืมความสุข ลืมเสียงหัวเราะ
    ลืมสิ่งดีดีที่เคยสร้างขึ้นมากับใครซักคน
    ลืมคนที่เคยรัก และจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...
    ลืมความเศร้า ความผิดหวัง
    ลืมความเจ็บช้ำ ลืมความทุกข์ใจ
     
    เพื่อให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆอย่างเรา
    ...ที่มีลมหายใจ
    มีวันพรุ่งนี้ต่อไป 
     
     
    ...อืมมมม 
     
     
     
     
     
     
     
     
    November 04

    Journey of the lifetime

     it's there i can feel
      something is out there in this beautiful world
      and i lucky enough to sense it
      touch it ,remember it 
     
    7days in japan passed me like the eternal wind
    gone as I typed , but always dazzling in my memory
    8.30 in the lazy sunday
    outside this woodenroom
    crows sing like old granny laughing 
    little sun ray touch my toe tru the window 
    and feeling warm even if everything is cold
    something told me
    It's time to go back to your days....
     
    clock is ticking and I still sitting right here
    flashback tru the depth of time
    Tokyo-Nikko-Kamagura-Hakone-Shimoda-and afar far island Niijima
    from metropolis to tranquill temples
    from distant island to autumn mountain top
    from the old days to the new world
    look tru your windows
    life is out there
     
     
    7days is short but i ran as fast as i can
    Because The life is shorter ,
     use it well
     
     
    October 29

    update in japan' Nikko when leaf turn red

     
     
     
    and may it last forever,
     
    Today i gone to Nikko
    the world heritage
    tomb of noble warrior Ieyasu and temple
    which is holy place among embrace of tranquil nature
    Mountian so calm and the air so cold
    but still, the sky is clear and warm light shining thru majestic tree
    holiness is all around , i can feel
    I spent the whole day in the middle of the holy mountain with myself
    calm and still
     
    blessed the nippon
    they got very beautiful scenery when they look around
    all they see must be red leaf yellow tree and bluesky
    blessed me
    coz I have been there
     
     
    October 21

    Silence

     
     
      การเดินทาง
     
      ไม่ว่าจุดหมายจะอยู่ไกลแสนไกล
       หรือใกล้เพียงเอิ้อมมือ
      ก็ต้องเป็นการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่ง
      ไปสู่อีกจุดหนึ่ง
     
      ออกจากความคุ้นเคย
      ไกลห่างจากผู้คนที่เรารู้จัก
      และรัก...
      ได้คุยกับเพื่อนเก่า
      คนที่คอยกระซิบ ท่ามกลางความเงียบในจิตใจ
     
      ฉันเป็นอย่างไร นายเป็นอย่างไร
      แล้วฉันจะไปไหน
      หนึ่งชีวิต21ปี  กับเพื่อนซี้21ขวบ
      คงมีอะไรอีกมากให้เราได้คุยกัน
     
      ฤดูหนาว
      อากาศหนาว
      แต่หัวใจอบอุ่น
     
      อย่าคิดว่า จะมีอะไรเขียนล่ะ
     
      ไม่มีหรอก
     
     
     
     
     
     
     
      ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง
     
     
     
     
     เด็กขี้แยคนนึงออกเดินทาง
     พร้อมกับสมุด365
     และ2อาทิตย์ที่กำลังจะผ่านมา
     กับความรักที่แสนอุ่นใจ
     
     นางฟ้าแสงสว่างแสนน่ารัก
    ที่ทำให้ลิงอ้วนๆ
     หลงรักได้ทุกครั้งที่สบสายตา
    นางฟ้าจ๋า ดูแลหัวใจลิงที
     
      ปล. ลิงจะเป็นเด็กดี
            ลิงจะไม่งอแง
            ลิงจะเก็บ การเดินทางมาฝาก
     
     ลิงจะพิชิตฟูจิ+ ถ้าไม่แข็งตายซะก่อน....
     
    ปล2. เขิล 
     
     
     
     
     
     
     
      
     
     
     
     
    October 16

    Paprika!

     
     เรื่องมันเกิดขึ้น
     จากกองdvdที่มีน้าแบกมาขายจากร้าน
     ในบ่ายแก่ๆวันหนึ่งในคณะid
     บังเอิญว่ามีแผ่นนึงที่มีสีสันสะดุดตา กับชื่อที่เหมือนขนม5บาท
     อนิเมะ ญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ปาปริก้า
     
     พูดถึงอนิเมะญี่ปุ่น โดยส่วนตัวแล้ว ผมมักมีอคติไปกับมัน
     ซึ่งมักเป็นพวกเรื่องราวเด็กเกรียน ขี่หุ่นยนต์ ปกป้องมนุษยชาติ
    ไม่ก็ออกแนว รวมพลังปราบเหล่าร้าย หรือ แบบมาตรฐานที่ว่า
    ฝากไว้ก่อนเถอะ!!!! แล้วก็หนีไป หลังจากที่งัด เอาพลังมหากาฬมาโชว์ซักท่าสองท่า
    (เคยเจอแบบ ชี้นิ้วขึ้นฟ้า เกราะกระจายไปมาทุกครั้งที่สู้กัน งี่เง่าโคตร)
     
    วนกลับมาที่ปาปริก้า กับหน้าปกสีสันสดใส
    บังเอิญผมเหลือบไปเห็น สองประโยค.
    "from director of Perfect Blue and Tokyo Godfather"
    อันหลังเคยได้ยินชื่อแว่วๆ แต่ตามหาตัวไม่ได้ซักที
    แต่อันแรกนี่ผม ได้ดูมากับสองตาของตัวเอง
     
    เพอเฟคบลู นานมาแล้วเท่าที่พอจำความได้ก็ราวๆผมอยู่ม4 พี่ชายผม หยิบcd ประหลาด
    น่าสงสัยมาให้ผม แล้วบอกว่าลองดูสิ
    นี่มันการ์ตูนนิหว่า ผมเอะขึ้น
    แต่หลังจาก90นาทีผ่านไป ความรู้สึกเหมือนได้ดูหนังดีดีหนึ่งเรื่องก็เข้ามาแทนที่
    ด้วยความรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่า อย่าง Akira
     
    พอเวลาผ่านไป
    แม้ว่า จิบลิ จะถูกโปรโมทอย่างหนัก
    จากกลุ่มเล็กๆจนเปนสิ่งสากลที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองฮิตตามกันเป็นค่านิยม
    จิบลิ ดีอย่างนู้น จิบลิ ดีอย่างนี้
    แต่ส่วนตัวแล้ว ไม่ว่า โมโนโนเกะ หรือ สปิริท อเวย์
    ก็ยังไม่ชวนให้ผมได้ดูซ้ำเหมือน ปาปริก้า
     
    มันมีเสน่ห์ อะไรของมันอยู่นะ
    ผมหาเหตุผลไม่ได้
    กับเรื่องราวที่เป็นนิยายว่าด้วย
    ความฝันและความจริง
    หรือว่า เสียงเพลงของ ซูซูมุ ฮิราซาว่า (http://www.youtube.com/watch?v=k3ZD0zClECQ&mode=related&search=)
    การเคลื่อนไหว ลำดับภาพ
    และบางสิ่งบางอย่างในนั้น
    อ้า ชวนหลงไหล~
    วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น สามารถทำให้พวกเขาสร้างสิ่งสวยงามได้ขนาดนี้เลยเหรอ
     
    เสี้ยวสวยงามของความเป็นญี่ปุ่น
     ขอให้ผมได้สัมผัสบ้างได้มั้ย
     
     
     
    September 15

    ไปอ่านบล้อกเพื่อนมา

     
    ไปอ่านบล้อกเพื่อนมา...
     
    ใช่ ผมมีเพื่อนอยู่คนนึง เขาชอบเขียนบล้อก
    พอมีเวลาว่างผมมักชอบไปเยี่ยมเยียนspace ของเขาบ่อยๆ
    ตั้งแต่msn เริ่มมีบทบาทในชีวิตของใครๆหลายคน
     
    ตอนแรกๆ มันเขียนอะไรก็ไม่รู้
    อ่านไปโคตรงง แบบประมาณว่า ต้องมาตีความต้องมาแกะรหัส
    แต่มักจะมีอะไรอยู่ในนั้นเสมอ
    อะไรซักอย่างที่เพื่อนผมเห็นแต่คนอื่นไม่เห็น
     
    เวลาผ่านไปเกือบ4ปี
    เพื่อนผมคนนี้ก็ยังคงเขียนบล้อกเป็นงานอดิเรก
    แม้ผมจะห่างหายจากการเขียนบล้อกไปบ้าง
    แต่ทุกครั้งที่เขียนเสร็จ
    ก็มักจะแวะเวียนไปยังบล้อกสองสามคนที่แอบชื่นชอบงานเขียนของเขาเหล่านั้นอยู่
     
    โดยเฉพาะคนนี้
    ภาษาของมึงแม้ง...
    มีเสน่ห์ เหี้ยๆ
     ...  ว่ะ
     
    ซื้อหนังสือของนักเขียนดังๆมาอ่านทั้งเล่ม
    ยังไม่รู้สึกดีเท่าได้อ่านงานเขียนของมึงเลย
     
    เขียนต่อไปนะสัส กูจะคอยดูมึงอยู่
     
     
     
    อัดอั้นจนต้องขอเขียนจากใจจริง  
     
     
     

    ประตูชั้น4ที่ไม่เคยปิด

     
    หลายคนอาจไม่ได้สังเกต
    ว่ามีบันไดที่ทอดตัวออกไปในความมืดข้างห้องน้ำผู้ชายชั้น3ของไอดี
    ส่วนใหญ่มักไม่ได้ใส่ใจ และบางคนก็อาจไม่รู้ด้วยว่าอะไรอยู่ตรงนั้น
    คงมีแต่คนอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าเรื่อง
    ลองเดินขึ้นไปว่ามีอะไรอยู่ในความมืดและกลิ่นอับ
    อย่างน้อยผมก็คนนึงละ
     
    ปลายทางของบันไดนี้ มีประตูบานเล็กที่เปิดแง้มอยู่ตลอดเวลา
    พอมันเปิดออกอย่างช้าๆกับเสียงเอี้ยดอ้าด
    ก็จะมีลมเย็นๆลอดผ่านช่องว่างให้ได้สัมผัส
    หลังประตูนี้ก็คือดาดฟ้านั่นเอง
    ที่โล่งกว้าง และความสูงในระดับนึงของที่แห่งนี้ เพียงพอสำหรับคน สองคน
    ที่จะได้ปล่อยใจให้สบาย แหงนหน้ามองฟ้าได้ในช่วงเวลาเย็นๆ
    มันอาจจะเป็นแค่ ลานคอนกรีตธรรมดา ของใครหลายคน
    แต่สำหรับคนแปลกๆอย่างผม
     ที่ตรงนี้ทำให้ผมสบายใจ
    และหายใจได้ทั่วท้อง
     
    ไม่ว่าจะกลุ้มใจ เครียดหรือคิดอะไรไม่ออก
    ผมมักจะปลีกตัวออกมานั่งดูพระอาทิตย์ตกตรงนี้เสมอ
    ได้ชมฉากละครธรรมชาติโดยมีหมู่นกบนนั้น เป็นตัวเอก
    มองจังหวะการเปลี่ยนแปลงแสงสีของขอบฟ้า
    ได้เห็นก้อนเมฆเต้นรำ
    และการจากไปของพระอาทิตย์
     
     
    ในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้
    จะมีอะไรสวยงามไปกว่าท้องฟ้ายามเย็นๆล่ะ
    มัวแต่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม
    มันจะได้อะไรมั้ย
     
    ขอบคุณประตูที่ไม่เคยปิด
    ทำให้ผมพบทางออกในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย
     
     
     
     
     
     
    August 21

    หนึ่งช่วงเวลา หายใจ

     
    ณ เวลา ตีหนึ่งครึ่ง ในยามดึกของคืนวันจันทร์ที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นวันอังคาร
    หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างในหัวได้หยุดลงจากการสั่งการในงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น
    ผมเคาะแป้นพิมพ์ เป็นถ้อยคำอักษรภาษาดิจิตอล อยู่ท่ามกลางแสงไฟฟลูออเลสเซนส์
    ท่ามกลางความกลวงเปล่า ในห้วงของความคิด
     
    เคยสงสัยในหลักสูตร สิ่งที่กำลังเรียนกำลังศึกษาอยู่    
    แต่ตอนนี้เพิ่งเข้าใจ ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดก็ตาม
    ประเด็นของมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อวิชาการ
    แต่มันอยู่ที่หลักจิตวิทยา และการทำงานร่วมกับคนอื่น
    ผ่านมันไปให้ได้ แล้วเราคงจะพบอะไรบางอย่าง
     
    ผ่านมันไปให้ได้ แล้วเราจะค้นพบอะไรบางอย่าง
     
     
            จงเรียนรู้    เพราะข้างนอกมันมีอะไรอีกเยอะ
            และเราไม่อาจอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้
     
    สิบห้านาทีที่ผ่านไป ผมสูดหายใจ...
    และนั่งพิมพ์งานต่อไป