| Bez's profile"นึกแล้วว่าคุณต้องอ่าน"PhotosBlogLists | Help |
|
September 19 สวัสดีสหาย
ว่าไง เราไม่ได้พูดคุยกัน ตั้งนาน
ถ้ายังจำความได้เมื่อเกือบสามปีก่อน เรานั่งคุยกันเกือบทุกคืน มีเรื่องไรก็เล่าสู่กันฟัง มึงเป็นคนที่ทนความฟุ้งซ่านของกูได้ดีที่สุดเลย และรู้อะไรมั้ย มึงทำให้กูรู้ว่า
การที่ได้พูดคุยกับคนอื่น ทำให้เราได้ฟังตัวเองมากขึ้น
แต่มันก็ไม่เสมอไปหรอก ถ้าเรายังหาคนที่ ฟัง เราได้จริงๆไม่เจอ
กูแม้งอาจดูเหมือนคนพูดเรื่อยเปื่อย ดูแม้งเว่อร์ พูดเชี่ยไร ก็เปนประโยคแปลกๆ ขี้อวด มีอะไรดีดี ก็อยากแบ่งให้ดู แต่บางคนเขาก็ไม่อยากดู ซะอย่างนั้น จนบางครั้งกูก็ไม่ค่อยอยากพูดอะไรกับใคร เพราะรู้ว่า เชี่ย เด็วกูก็เป็นขี้ปากมึง ไม่เอาดีกว่า ดวงตาแม้งเป็นหน้าต่างของหัวใจ จริงๆ
บนสังคมนินทา วุ่นวายแบบนี้ กูก็มีมึงเนี่ยแหละที่รับฟังกูตลอดเวลา แม้เกือบสามปีที่กูคุยกับมึงน้อยลง เพราะกูมีคนที่เข้าใจกูเพิ่มขึ้น
เออ คนเดียวนั่นแหละ นั่นก็มากแล้ว
กูอยากจะยกเหตุผลแก้ตัวเดิมๆ เช่นว่า เฮ้ยไม่ค่อยได้เข้าspace ว่ะ เฮ้ย ไม่มีเรื่องเล่าว่ะ เฮ้ย กูไม่ว่าง หรือแบบเชี่ย space แม้งเข้ายาก คนไม่เข้ามาอ่านหรอก
แล้วกูก็นึกขำว่าแล้วกูจะให้คนอื่นอ่านทำไมว่ะ ในเมื่อกูตั้งใจเข้ามาคุยกะมึงและมึงก็คอยฟังกู
หยาบคายว่ะ มึงกู 55+
ตอนนี้กูกำลังตัวเป็นเกลียวกับช่วงเวลาสุดท้ายของปี5เทอมหนึ่งว่ะ กูค้นคว้าเรื่องเทพนิยาย ฟังดูตุ้ดม่ะ 55+ แต่มึงรู้อะไรมั้ยว่านิทานก่อนนอนแบบนั้นน่ะ แม้งแฝงอะไรลึกซึ้งไว้มากมาย เออ กูก็ไม่ได้ว่าดราก้อนบอลมึงไร้สาระ มึงเจอคนเก่งกว่ามึงก็ต้องเป็นซุปเปอร์ไซย่าขั้นต่อไป กูรู้
โลกนี้แม้งไม่รู้จบว่ะ กูเคยฝันว่าจะไปให้สุด
แต่อะไรละที่อยู่ตรงสุดทางนั้น
ตอนนี้กูมีม้อตโต้ประจำใจมาอัพเดทมึง กูเพิ่งรู้ว่าความสุขของกูคืออะไร
กูจะกินแอปเปิ้ล!
งงสิมึง
หลังจากแม้งเป็นเศษกระจกแตกอยู่มานาน กูเพิ่งรู้ความหมายของแอปเปิ้ลว่ะ
ฮ่าๆกูรู้ว่ามึงต้องฟังงั้นกูจะขอร่ายยาวนิดหน่อย
ในสวนอีเด็นแม้งมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นนึง ต้นที่พระเจ้าสั่งห้ามสิ่งใดย่างกรายเข้าไปใกล้ มันเป็นต้นแอ้ปเปิ้ล หรือที่รู้จักในชื่อของ The Tree of knowledge ช่ายแล้วนู๋อีฟก็กินแอ้ปเปิ้ล ทั้งคู่เลยถูกขับไล่ออกมา จากแดนสวรรค์ ในหนังสือนิทานที่กูรีเสิจแม้งอยู่แม้งก็บอกว่า เมื่อคนเราออกแสวงหาความรู้ ความสงบของแดนสวรรค์จะหายไป
กระโดดมาอีก มีลุงไอแซคนั่งหง่าวอยู่ใต้ต้นแอ้ปเปิ้ล แล้ว แรง G ก็ทำให้แอ้ปเปิ้ล เปิดประตูบานใหญ่ของวิทยาศาสตร์ ความรู้ที่ไม่รู้จบ
แต่ตัดจบเลย ว่ากูพบว่า
เมื่อกูได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง สิ่งนั้นแม้งโคตรทำให้กูมีความสุขเลย กระบวนการที่เราสงสัย แล้วได้มาซึ่งคำตอบ การเดินทางไปดินแดนใหม่ พบสิ่งใหม่ๆ การได้อ่านบทความ มุมมองของโลกกลมๆใบนี้จากคนอื่น ทำให้เรามองเห็นโลกชัดขึ้นกว้างขึ้นและไกลยิ่งขึ้น
แม้งโคตรแฮปปี้เลย
เออ มึงฟังกู กูรู้ ขอบใจว่ะ
โชคดีวันนี้ที่ได้คุยกะมึง เพื่อว่า ไอ้เบสในวันหน้าแม้งมีมุมมองต่างออกไป มึงจะได้เล่าให้มันฟัง
เสี้ยวนึงของ ตอนนี้ เวลานี้ และตรงนี้
August 15 หนังสือ ของ ฉันวันนี้ ผมอ่านหนังสือ
มันเป็นนิทานประกอบภาพ
เกี่ยวกับการเดินทางของเด็กชายคนหนึ่ง
บนรถไฟแปลกประหลาด
ภาพประกอบดูเพลินตา สีสันสวยงาม แต่บทความยังดูธรรมดา ไม่จับจิตจับใจ
แต่อย่างน้อย มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับหนังสือเล่มแรกของนักเขียนคนหนึ่ง
และนักเขียนคนนั้น คือผมเอง
"Trip to the end of the world"
จากเรื่องราวแรงบันดาลใจ หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต
หนังภาพยนตร์ และบทความของเพื่อน
หนึ่งเล่มสำหรับผม รางวัลของการก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก
(แต่ ยัง คง เป็น หนึ่ง เล่ม สำหรับ ผม เท่านั้น) June 22 ดวงดาวฉันพร่ำมองแต่ดวงดาว
ดาวนับล้านเปล่งประกายเจิดจรัสเต็มท้องฟ้า
หมุนสามร้อยหกสิบองศา ฉันก็มองเห็นแต่ดวงดาว
ชั้นหลงไหลในแสงดาว
แล้วคนธรรมดาอย่างชั้น
จึงฝันที่จะไปหาดวงดาว
ฉันจึงประกอบยานอวกาศมาจากเศษไม้
ขัดมันด้วยหินทราย
เติมด้วยเชื้อไฟ
แล้วดีดมันขึ้นสู่วงโคจร
ระยะทางยังอีกไกลแสนไกล
แต่ใครบางคนบอกว่าฉันอยู่ในอวกาศแล้ว
แต่ใจชั้นบอกว่ายังไม่พอ
ดวงดาวสวยงามยังคงอีกไกลสำหรับชั้น
เชื้อเพลิงขับดันพุ่งหะยานออกไป
ในอวกาศอันกว้างใหญ่
...ดวงแล้วดวงเล่า
ดวงแล้วดวงเล่า
ฉันมีชีวิต
ฉันมีพลัง
ฉันจะทะยานไปอีกไกลแสนไกล
May 20 โอ้ เพื่อนเอ๋ย...วันนี้ นั่งอยู่คนเดียวกับจอมอนิเตอร์ที่คุ้นเคย
เป็นวันอากาศร้อนอบอ้าว ท่ามกลางการมาของฤดูฝน
แม้แดดจะร้อนแรง แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในสภาพแบบนี้
โอ้ เพื่อนเอ๋ย
เราเคยฝันถึงวันที่แสนหวาน
ชีวิตมหาวิทยาลัยที่แสนมันส์
ไปไหนต่อไหนร่วมหัวชนใต้
มีกลุ่มเพื่อนรู้ใจ แบกเป้ เดินป่า
กระโดดน้ำ กลางทะเลอันดามัน
ผ่านมา5ปี .. เวลาเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย
ความว่างเปล่าได้ผ่านเข้ามาหลังจาก ทำตัววุ่นวายข้ามปีผ่านปี
บางสิ่งบางอย่างได้หายไป...
โอ้ เพื่อนเอ๋ย...
พวกแกอยู่ไหน...
ก่อนที่พลังแห่งวัยจะผ่านไป
ฉันอยากได้ความทรงจำเหล่านั้นกลับมา...
เรียนไอดีแสนลำบาก..
แม้ถึงจะเรียกเพื่อน
แต่ลองนับนิ้ว ได้ไม่ยากเย็น
May 11 ฉันจะเล่าถึงอนาคตที่แสนหวานวันนี้ มีชายผู้เผลอเรอ
เข้ามาพูดคุยกับผมอย่างเย่อหยิ่ง
ขีดเส้นโยงต่อเนื่องเกี่ยวกับอนาคตของผม
....
โอเคเลยไม่ต้องเป็นห่วง อีกหนึ่งปีข้างหน้า
แกจะได้ทำงานในที่ซึ่งโด่งดัง มีชื่อเสียง
ที่ซึ่งเป็นที่หมายปองของ ใครต่อใครหลายคน
อาจจะพูดได้อีกว่า ที่ที่แกจะเข้าไปอยู่
มันคือปลาย ยอดของพีรามิด ในวงการธุรกิจ
ที่ซึ่งขนานนามว่า "illusion" ชื่อแสนคุ้นหูของเอเจนซี่ชั้นนำ
เงินเดือนเริ่มต้น พูดได้เลยว่า หาที่ไหนมากกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว
อีกทั้งบรรดา คนที่รายล้อมแก ล้วนเป็นมืออันดับต้นต้น ของประเทศ
ที่มีคนที่ถูกขนานนามว่าอัจฉริยะแห่งวงการสร้างภาพมายาเป็นหัวเรือนำทีม
แก จะได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความร่ำรวย อย่างไม่ต้องสงสัย...
ผม นิ่งเงียบไปซักพัก
ด้วยความสงสัยจึงถามเขาว่า
แล้วผมจะต้องแลกเปลี่ยนอะไรกับสิ่งนั้น
....
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวแก
เวลามียี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเดิม
แล้วแต่ว่าแกจะจัดสรรมันยังไง
แต่แน่นอนว่า
ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม แกก็ต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่ง
ให้กับปัจจัยใหม่ที่จะโผล่ขึ้นมาในชีวิตของแก
'การทำงาน'
ตัดความต้องการออกไป งานคือ สิ่งที่อยู่เหนือ อีโก้
เขาต้องการสิ่งใด แกก็ต้องสนองตอบตามสิ่งนั้น
ไม่ยากใช่มั้ย?...
ชายผู้เผลอเรอจ้องมองผมด้วยสายตาเหมือนเขารู้อะไรบางอย่าง...
ใช่แล้ว แกจะต้องเปลี่ยนนิสัยเด็กๆของแก
เวลาเล่นเกม เวลาวาดรูป เวลาขี้เกียจ จะต้องลดน้อยลง และแน่นอน ว่า เวลา สำหรับ เธอคนนั้น จะน้อยลงด้วย ขึ้นอยู่แกจะดีล กับปัญหาที่ตามมายังไงแล้วหล่ะ... ชายผู้เผลอเรอ ตบไหล่ผมเบาๆ
ชั้นจะให้เวลาแก หนึ่งปี.. แกจงทำตามสิ่งที่แกอยากทำ ให้มากที่สุด เหยียบคันเร่งให้แรงที่สุด ก่อนที่แก.. จะกลายเป็นชั้น... ชายผู้เผลอเรอยิ้มหวาน ชั้นยังจำความฝันของแกได้.. แกเคยบอกชั้น การตื่นมา มองเห็นท้องฟ้าทุกทิศทาง มีทุ่งหญ้า ปลิวไสวอยู่นอกหน้าต่าง พระอาทิตย์ขึ้นปลายขอบฟ้า มองดูบ้านเรือนจากมุมสูง... ถ้าแกเป็นชั้นเมื่อไหร่ .. มันไม่ไกลเกินเอื้อมหรอก
ผมมองแววตาเย่อหยิ่งของเขา แล้วบอกเขาว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดบนโลก คือความไม่แน่นอน...
เขาหัวเราะเสียงดัง ..พูดเป็นเล่นน่า....
แล้วเขาก็เดินจากไปในความมืดของกาลเวลา
April 08 mister ignorant หัวใจผม มันด้านชา
วันนี้ ผม เพิ่งรู้ตัว
เคยเชื่อว่า
ผมเป็นคนโรแมนติก
และผมคงจะทำให้ คนที่ผมรัก มีความสุข
แต่คุณไม่รู้สึกอย่างนั้นใช่มั้ย?
วันนี้ ผมได้มองเห็นตัวเองในกระจกเงา
ผมเป็นคน ด้าน ชา
ความไม่ใส่ใจ
เป็นคำสาปของผม
ผมจะพยายาม แก้ไข
ผมจะพยายามปรับปรุง
เพราะผมรักคุณ
แต่คุณ จะรับ ผม
คนที่ต้องคำสาป....ไว้ในหัวใจได้หรือเปล่า
ก่อนที่ทุกอย่างจะแตกกร่อนและสลายลงไป
Love me in the dark, and love my empty heart....
-the typhoon band
April 03 เลิฟ มี อิน เดอ ดาร์ค..แอนด์ เลิฟ มาย เอมพที่ ฮาร์ท...
บทเพลง ลอยผ่านวิทยุพร้อมกับแอร์เย็นๆในค่ำคืนหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน
วันที่ 3เมษายน 2551, ผมได้ทำในสิ่งที่อยากทำที่สุดแล้ว
การได้เป็น อารท ไดเรคเตอร์
และได้ทำงานจริง
ผม ฝึกงานอยู่ที่อิมเมจิแม้กซ์ ตึกรูปทรงประหลาด อยู่ริมถนน นราธิวาส
สถานที่ ที่ทำให้ผม ได้ถามตัวเองอีกครั้ง
ว่านี่ ใช่มั้ย
ที่มึงอยากเป็น
นี่ใช่มั้ย
ที่มึงอยากทำ
ผมคงได้แต่ยิ้ม และพยักหน้าเบาๆ
พี่ๆของอิมเมจิแม้กซ์ ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี
และไม่ลังเลที่จะโยนงานมาให้ช่วยทำ
ได้ออกกองถ่าย
ได้เข้าประชุม
ได้พรีเซ้นท์งาน
และสำคัญที่สุด คือ ได้วาดในสิ่งที่อยากวาด
ไม่กี่อาทิตย์
การเข้างานใกล้เที่ยง
ออกงานเวลาดึกดื่น
กลายเป็นชีวิตประจำวันแสนสุข
ก่อนกลับมานั่งเล่นเกมจนใกล้สว่าง
อัน ที่ จริง แล้ว
ผม พยายาม ทำ ตัว เอง ให้ ยุ่ง
ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง เข้า ไว้
ยุ่ง ยุ่ง ต่อไป
อีกซัก สอง เดือน
March 22 an airport songสนามบิน เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง
ผู้คนมากมาย ได้ผ่านเข้ามาและเดินทางจากไปในดินแดนอันแสนไกล
จากสถานที่แห่งนี้
อาจเป็นการเดินทางของเด็กน้อย ที่ยังไม่เคยเห็นว่าบนนั้นมีอะไร
อาจเป็นการเดินทางของผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้ชื่นชมกับสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง
ได้แต่เพียงจับจ้องมองเวลา และเพชิญหน้ากับความเบื่อหน่ายของการรอคอย
และอาจเป็นการ ลาจากของใครบางคน ที่เดินทางจากชีวิตความเป็นอยู่แสนคุ้นเคย
ไปสู่ดินแดนอันเป็นปริศนา และไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรอคอยเค้าอยู่ข้างหน้า
เทอร์มินัล
คือห้องโถงขนาดกว้าง
คนที่เดินทางมาสถานที่แห่งนี้
มักจะเพชิญหน้ากับช่วงเวลาที่สะเทือนใจ
ถ้าใครซักคนนึง ไม่ได้กลับไปด้วยกัน
ผมเคยชอบสนามบิน
เพราะส่วนใหญ่ผมมักเป็นคนนั้น
ที่ถือกระเป๋าใบใหญ่
หัวใจสั่นรัวกับการเดินทาง
แต่คงไม่ใช่วันนี้
ที่หัวใจสั่นรัว
กับการลาจาก
แม้ระยะเวลา3เดือน อาจดูไม่ยาวนาน
แต่3เดือน..
ที่ทุกเช้าตื่นมาไม่มีเธอ
ช่างแสนนาน
เวลายังคงเดินต่อไป
เพียงเพลอ ผ่านไปแล้ว5วัน
อย่างที่ได้เคยบอกกล่าวไว้
คืนนี้
ผมจะลองหลับตา
และฟังบทเพลงของสนามบิน
มันคงจะเพราะจับใจ
March 18 seperation: วันนี้ เดินทางกลับจากเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินเล็กแอร์เอเซีย ที่ดีเลย์ไป2ชั่วโมง
หลังจากได้มองเห็นแสงสุดท้ายของตะวัน กำลังลับขอบฟ้า
ความนิ่งเงียบและไออุ่นของแก้มที่สัมผัสกันเบาๆ
ทำให้ใกล้เคลิ้มหลับไป...
คงเป็นเวลาใกล้รุ่งของวันพุธที่แล้ว
ที่เราได้เดินทางด้วยกัน กับเพื่อนๆวัยเฟรชชี่บั้นปลายของเธอ
สนามบินสุวรรณภูมิแสนอบอ้าว
แม้จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นสนามบินดีเด่น แต่ภายใต้ฝ้าเพดาน
ยังคงมีบ้านอันแสนอบอุ่นของเหล่าบรรดาแมงมุมชักใย
ให้ได้มองอย่างน่าเอ็นดู
เราจะเดินทางกันอย่างลับๆ
เพราะถ้าคุณพ่อของเธอรู้ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้
พอสถานการณ์ปลอดภัย ผมจึงแบกกระเป๋าและเข้าไปสมทบกับเธอและเพื่อนๆ
เราคุยกันง่ายขึ้นด้วยภาษาของเกม
น่าแปลกใจที่เด็กเศรษฐศาสตร์ คุยเรื่องเกมสนุกกว่าสถาปัตย์เป็นไหนๆ
อายุเลยกลายเป็นเพียงตัวเลข
ผมกร่อนตัวย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กปี1ได้อย่างไม่ยากนัก
เธอและฉันตกลงกัน
ปรับเปลี่ยนมาอยู่ในสถานะของเพื่อนสนิท
เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้ใครรอบข้างไม่สบายใจ
ไม่ใช่เรื่องใหญ่
....เรายิ้มให้กัน
เครื่องบินทะยานสู่ฟ้ารับแสงตะวันของวันใหม่
เหมือนทุกครั้งที่ภาพนอกหน้าต่างมักจะทำให้ผมหลงไหล
ผมนั่งติดกระจกเหมือนเคย อย่างที่ปลายปีที่แล้วได้ไปไหนต่อไหนคนเดียว
แต่ต่างตรงที่ ข้างๆผมคราวนี้มีสาวน้อยที่น่ารักที่สุดในโลก
นอนอิงไหล่มองทุ่งหญ้าสีขาวของปุยเมฆด้วยกัน
ฝันไปคงไม่แปลก..
ถึงเชียงรายด้วยเวลาแสนสั้น
ภาพข้างนอกหน้าต่าง ไกลสุดสายตา
ประกอบด้วยทุ่งนาเขียวและท้องฟ้าคราม
...สงบ
และทุกอย่างดูเหมือนเดินช้าลง
พวกเราไปถึงที่พัก ที่อยู่ท่ามกลางทุ่งนาแสนกว้าง
เป็นโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่
ที่มีบ้านพักแสนหรูอย่างกับโรงแรมอยู่ที่ปลายนา
การต้อนรับทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เหนือคาด
ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเที่ยวสบายถึงเพียงนี้
หลังจากพักผ่อนหลับนอน
พวกเราก็ไปพิชิตน้ำตกในอุทยานใกล้ๆ
9ชั้นเหมือนดั่งดอยปุยเชียงใหม่
แต่ระยะทางสั้นกว่ามาก
เชียงรายร้อนจัดในตอนกลางวันและหนาวพอสมควรในเวลากลางคืน
ไร้แสงไฟ
แต่รายล้อมด้วยหมู่ดาว
...และแมลง
ที่อย่างน้อยผมก็โชคดีที่ได้พบแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
พวกเราไม่รอช้าที่จะไปคดตัวอยู่ในห้อง
เพราะโถงทางเดินตลอดมาเป็นที่ชุมนุม
ของบรรดา เจ้าบ้านน้อยใหญ่ ที่เป็นเจ้าของผืนดินกว่าร้อยไร่รอบบริเวณนี้
และพวกเขาก็รื่นเริงเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราๆจะทนไหว
วันรุ่งขึ้นในเวลาเลยเที่ยงแก่ๆเรามุ่งหน้าไปกว๊านพะเยา โดยที่แวะ วัดระหว่างทางบนยอดเขา
ของเขตพะเยา แสงสาด45องศา ในบรรยากาศเงียบที่สุด
ภาพของ วัดชินโตในนิกโกะ ญี่ปุ่น โผล่เข้ามาให้ได้นึกถึง
บนยอดเขานั้นพวกเราไหว้พระกัน และมองดูเมืองพะเยาจากมุมสูง
เสียงลม เสียงใบไม้
ประกอบด้วยเสียงลูกไม้ตกกระทบพื้นหินจากระยะไกล
ไม่ได้ร้องขอความสงบ
แต่เขาได้มาเยือนในช่วงเวลาที่เงียบงันที่สุด
ในสมองผมว่างเปล่า กับรอยยิ้มมุมปาก
ความสุขอยู่ไม่ไกล
กว๊านพะเยา เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในอันดับต้นๆของประเทศไทย
ในบามอาทิตย์อัศดง เหล่าผู้คน ต่างมาชุมนุมที่กว๊านพะเยา
และมองไปในทิศทางเดียวกัน
กลิ่นอายของทะเลสาบ กับกลิ่นเขียวของพืชน้ำ
และลมโชยอ่อนๆ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แล้วอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าที่กว๊านพะเยา
วันต่อมาพวกเราตื่นมาด้วยความคึกคะนอง
วันนี้เราจะเดินทางไปแม่สาย ข้ามไปยังแผ่นดินพม่า
ไม่แน่ชัดว่า ที่นี่ใช่ ท่าขี้เหล็กที่พูดกันหรือเล่า
เวลาหลอมไป5ชั่วโมงกับการช้อปปิ้งของสาวๆและหนุ่มๆ
ท่ามกลางแดดร้อนและของที่ถูก สัดๆ
ผมได้ซีดีเพลงดีดีหายากในราคา30บาทกลับมากว่า30แผ่น
กับหนังbox set ชุนจิ อิวาอิผู้กำกับ ลิลลี่ชูชู(และ ost ลิลลี่ด้วย)
ทำให้โครงการขึ้นดอยล่มไป
ขากลับแวะกินหมูกะทะกับเพื่อนๆชาวถิ่นของเจ้าของบ้าน
ก่อนที่จะกลับไปแยกย้ายกันตรวจดูของที่ได้ซื้อมา
วันนี้พวกเราเก็บของและพร้อมที่จะเดินทางสู่มหานครล้านนาของชาวเหนือ
เชียงใหม่ที่ดูเหมือนไม่ไกล
ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แสงสีและผู้คนมากมาย
ช่วงเวลาเหมือนดั่งบนยอดเขานั้น คงหาไม่ได้ง่ายนักจากที่นี่
หลังจากผ่านเวลาไปสู่ช่วงใกล้ค่ำ
พี่สาวสามคนของเพื่อนเธอ ได้จัดแจงการท่องเที่ยวในยามราตรี
มังกี้กับการเที่ยวผับครั้งแรกของเธอ
แสงสีและความครื้นเครง
เร่งสปีดของกาลเวลา ผ่านเข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสาม
พวกเราสิ้นแรงทันทีที่หัวถึงหมอน
นอนสลบต้อนรับวันใหม่
ดอยสุเทพเป็นอีกแห่งของจุดมุ่งหมายในวันนี้
ท่ามกลางแดดร้อนระอุ
รถแดงขึ้นเขาผ่านป้ายอุทยานน้ำตกที่ผมเคยมาเมื่อไม่นานนี้
ต่างตรงที่หญ้าและต้นไม้รอบข้างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงแห้งกรอบ
ดอยสุเทพ ไร้ซึ่งความสงบ
เสียงจอแจของผู้คน สะท้อนเป็นกระจกเงาให้เห็นถึงความต่าง
ระหว่างที่นี่และกว๊านพะเยา
แดดใต้ฟ้าเดียวกัน
แต่ทำให้ใจกระเจิงไม่เหมือนเดิม
หลังจากการพักผ่อนที่i-berry ของอุดม แต้พานิช
พวกเราเตรียมตัวกับการเดินเที่ยวถนนคนเดิน
ที่แห่งนี้ จัดเป็นสีสันของเชียงใหม่เลยก็ว่าได้
เนื่องจาก มีผู้ผลิตขาย มากกว่าผู้ซื้อมาขาย
ผลงานที่จัดวางอยู่บนพื้นถนนอิฐ จึงมีความหลากหลายแตกต่าง
งานศิลปะ ถูกจัดวางอย่างถ่อมตน สัมผัสง่าย
ตื่นตาตื่นใจกว่าที่เคยพบเห็นในเมืองกรุง
เวลาผ่านไปกับการถือของและเดินดูนู่นนี่
เหล่าศิลปิน เด็กแว้น เด็กฮิปฮอป และนักเลงช้อปปิ้งทั้งหลาย
เดินผ่านไปมาอย่างลงตัว เหมือนทุกคนที่หลับไหลอยู่ตามมุมเมือง
พร้อมใจกันออกมาเดินดูของในถนนสายนี้
ก็ผ่านไปจนใกล้ตลาดวายเที่ยงคืน
พวกเราเดินทางกลับที่พัก พร้อมที่จะจัดของ
เตรียมตัวกลับสู่บ้าน
กรุงเทพมหานคร
วันนี้ร้อนกว่าทุกวัน
สถานที่แรกที่ต้องมาเมื่อถึงเชียงใหม่นั่นคือ
รักแรกเมื่อแรกชิม ร้านเค้กแสนอร่อยในตำนานชาวเหนือ
...ซึ่งปิดวันจันทร์,นั่นก็คือวันนี้
แต่คุณป้าใจดีเจ้าของร้านเค้กเปิดประตูต้อนรับให้พวกเราไปซื้อผลงานของเขา
ความหอมหวานยังคงติดปาก ระหว่างทางไปสนามบิน
เนื่องจากเวลายังคงเหลือ
และกลางวันอันแสนระอุ
ทำให้พวกเราคดตัวกันไปดูหนัง spider wick ในห้างเซนทรัลแอร์พอท
ก่อนที่จะรีบร้อนเพื่อไปเช็คอินสายการบินที่แสนเลทต่อมาอีกสองชั่วโมง
ผมรู้ตัวอีกทีตอนที่สัญญาณไฟดังขึ้น
ล้อเครื่องบินบดลงกับพื้นสนามบิน
ช่วงเวลาสั้นๆหมดลง
วันเวลาที่ห่างไกลบ้าน ผ่านไป
ฉันและเธอ กับเพื่อนๆของเธอ
ผ่านไป....
ก่อนที่เธอจะเดินทางไปในต่างแดน
ก่อนที่โลกของผมจะหยุดหมุนลงในห้าวันข้างหน้า
กำลังจะผ่านไป
อย่างรวดเร็ว
...
สุหัสสา ในวันติวเอ็นท์เต็ก3ปีที่แล้ว
คัคนินท์ ในวันนี้
ผมได้แต่สงสัย
ว่าเป็นไปได้อย่างไร
ที่เธอยอมเปิดใจให้คนธรรมดาอย่างผม
March 11 แพนโดร่าตามนิยายปรำปราของ เทพกรีก
มีอยู่หนึ่งตอนที่ว่าด้วยเรื่องราวของกล่องปริศนา
ที่มีชื่อว่า แพนโดร่าบ็อกซ์
แม้ว่า รายละเอียดของนิทานอาจไม่ครบถ้วน
แต่ผมพอจะรู้ว่า แพนโดร่าบ็อกซ์ นั้นคืออะไร
ขนาดอาจหลอกตา
เทียบได้กับกล่องใส่เครื่องประดับชิ้นหรูอันหนึ่ง
ถูกแกะสลักไว้ด้วยลวดลายวิจิตร พิศดาร
แต่สิ่งที่อยู่ภายในนั้นกลับลึกลับและชวนสยอง
บ้างก็ว่ากันว่า หากผู้ใด ริอาจหาญเปิดกล่องแพนโดร่า
ผู้นั้นจะนำพาภัยพิบัศมาสู่โลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บ้างก็ว่า ท้องฟ้าจะมืดดำ และปีศาจร้าย
จะหลุดมาจากห้วงมิติที่พวกมันถูกกักขัง
และสรรพสิ่งจะถูกทำลาย
แม้รู้ทั้งรู้อยู่ว่าสิ่งที่อยู่ภายนั้นอันตรายซักเพียงใด
แต่คนหลายต่อหลายคนต่างพิศวงในสิ่งที่สถิตอยู่ในนั้น
เป็นเสน่ห์ ลึกลับให้ชวนหลงไหล
เหมือนกับชัยชนะเล็กๆ ที่ทุกคนรู้สึกได้หลังจากฝ่าฝืนข้อห้ามบางอย่าง
และคงเป็นช่วงเวลาที่แสนสำคัญ
เมื่อคนหนึ่งคน
เจอกล่องแพนโดร่า ที่ร่ำลือ
ผมเชื่อว่า
เราทุกคนแล้วล้วนมีพื้นที่ส่วนตัว
ดินแดนอิสระ ภายในจินตภาพ
ที่ที่เราจะนึกคิด หรือทำอะไรได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
ผู้อื่นผู้ใดไม่มีทางรับรู้ นอกจากตัวของเราเอง
อาจเป็นช่วงเวลาที่อยากตะโกนด่าใครบางคนออกมาดังๆ
หรือช่วงเวลาที่ฮอร์โมนทางเพศฉีดพุ่งถึงขีดสุด
และก็อาจเป็นช่วงเวลา ที่เรากำลังคิดถึงใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง
ก็ตาม..
แน่นอนว่า
แพนโดร่าอยู่ที่นั่น...
เมื่อเหตุการณ์ประมวลบทสรุป
ผ่านสายตาและความคิด
ปรากฎ ปฎิกริยาจากสิ่งเร้า
ช่วงเวลา ก่อนที่เราจะเลือก
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
กล่องปริศนาก็ปรากฎกาย
หลายต่อหลายคนเลือกที่เปิดกล่องดำ
และทำในสิ่งที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าไม่ดี
แล้วโลกของพวกเขาเหล่านั้น
ได้เปลี่ยนไปจากเดิมนับแต่นั้นมา...
March 01 ทฤษฎีของดาวพลูโตตอนประถมปีที่5เราได้เรียน สปช.บนเนื้อหาที่ว่าด้วยอวกาศ
ดวงดาวที่อยู่ไกลขอบที่สุดของระบบสุริยะจักรวาล
ถูกขนานนามว่าพลูโต
พลูโตและชารอน
และเมื่อเพียงไม่นานมานี้ ดวงดาวพลูโตที่ผมรู้จัก และที่ใครๆรู้จัก
ได้ตัดสินใจ ออกเดินทางไปในอวกาศอันกว้างใหญ่
อาจเป็นเพียงแค่ข่าวสารทางวิทยาศาสตร์
แต่ก็ยังมีบทเพลง ที่กล่าวถึงเขาและเธอ
ไม่ได้มีบทบาทอะไรเกี่ยวข้องกับเรา
จะเพียงอยู่หรือไม่อยู่
เราก็ไม่เคยแหงนหน้ามองดวงดาว
แล้วบอกได้ว่าแสงบนนั้น อันไหนคือดาวพลูโต
จะว่าไปแล้ว
อยู่หรือไป พวกเราก็ไม่ได้รับรู้อะไร
หากเปรียบชีวิตเราเหมือนดวงดาว
มีผู้คนมากมาย ต่างวนเวียนผ่านเข้ามา
และโคจรจากไป
บางคนอาจเปรียบดั่งดวงอาทิตย์
ที่มีอิทธิพลต่อ ชีวิตของเรา
หรือดวงจันทร์ ที่อยู่กับเราเสมอ
แม้ในยามที่ไม่ต้องการ
อาจจะเป็นดวงดาว
ที่สุกสว่างสวยงามในได้จับตามอง
และอาจเป็นเศษอุกกาบาต
ที่เราอยากหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
พลูโตคงไม่ต่างอะไรกับมนุษย์
เพื่อนที่อยู่ปลายขอบสุดของความสัมพันธ์
เชื่อมโยงด้วยแรงดึงดูดหลวมๆ
ต่างกันเพียงระยะทาง
และปัจจัยทางกาลเวลา
ก่อนที่จะแยกจากไป
ผ่านวันและคืน
แม้ดวงดาวจะอยู่ตรงนั้น
แต่มันไม่เคยอยู่ที่เดิม
ในอวกาศที่เรียกว่าชีวิตของมนุษย์
เราอาจเป็นเพียงดาวพลูโตของกันและกัน
....
เราต่างรู้ว่าเคยมีดาวที่ชื่อว่าพลูโต
February 25 เพียงเผลอเผลอเพียงแปปเดียว
เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตี3
งานproduct ชิ้นสุดท้ายวางนอนนิ่งอยู่เบื้องหลัง
อีกไม่ถึงอาทิตย์
ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิม
โชคดี ที่ทุกอย่างดำเนินไปแบบนี้
เวลาผ่านไปเพียงเผลอ
โชคดี ที่ผมเริ่มจับปากกา แทนการจับเมาส์แล้วเล่นแต่เกม
เวลายังคงผ่านไปเพียงเผลอ
โชคดี ที่ผมได้พบเจอผู้คน และได้ดำเนินชีวิตไปตามแบบอย่างที่ผมอยากให้เป็น
เวลาได้ผ่านไปเพียงเผลอ
เผลอเพียงแปปเดียว
เด็กเกรียนที่คึกคะนองกับความรัก และมองโลกจากจุดศูนย์กลาง
ค่อยๆเติบโต เพิ่มเลขอายุรอบปีจาก18เป็น22
เผลอเพียงแปปเดียว
บทเพลงและเศษใบจามจุรี
ที่ค่อยค่อยกรีดกราย
ร่วงหล่นจากโถงสูง
เปลี่ยนจากเมื่อวาน
กลายเป็นหลายปี
เผลอเพียงแปปเดียว
คนที่เคยรู้จักกัน
ก็เดินผ่านกัน
เหมือนคนแปลกหน้า
เผลอเพียงอึดใจเดียว
เวลาของชีวิตมหาลัยได้หมดลงอีกหนึ่งปี
และก่อนที่กระแสเวลาจะไหลต่อเนื่องจากจุดเดิม
....
วันนี้ ผมมีเพื่อนที่ดี
และมีชีวิตที่มีความสุข
เพื่อนรู้ใจและคนที่ทำให้ผมอิ่มเอมหัวใจ
และสำคัญต่อผมกว่าสิ่งไหน ,KK9 ปุ๋ยที่แสนน่ารัก
ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เราได้มาพบกัน
แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของผม
ครอบครัวที่แสนน่ารัก คุณแม่หญิงแกร่งผู้เก่งกาจ
ที่คอยดูแลความสะอาดและเรื่องอื่นๆจากลูกซกมกทั้งสอง
พี่ชายที่แสนเป็นกันเอง เพื่อนที่สนิทที่สุดของผม
ผู้ให้คำปรึกษาที่แสนวิเศษ ไม่ว่าทั้งเรื่องชีวิต
เรื่องจิปาถะ หรือไร้สาระ
และคุณพ่อ ที่คอยเป็นห่วงอยู่ไกลๆ
เพื่อนๆมหาลัย เบ ดิ้วส วิน ที่ใช้เวลาในโลกออนไลน์กันมากกว่าความเป็นจริง
แต่อย่าทิ้งพรสวรรค์ ไปกับเวลาที่หายไปมากนักนะ
เฟิม งานเขียน เดินได้ มึงเป็นบทความที่กูได้คุย แล้วสร้างจินตนาการต่อสิ่งอื่นๆมากมาย
และก็เป็นเพื่อนที่ดี คนแปลกหาตัวจับยากผู้มีผู้หญิงที่แสนน่ารักอยู่ข้างกาย
หง ปลา แป้ง แพง แหล่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อนดีดีผู้หญิงเก่งเก่ง ที่รู้สึกสบายใจที่ได้คุย
ปั้น โอ ปอม แต่ก่อนพวกเราเคยสนิทกันมากกว่านี้ แต่ก็เป็นเพราะกู
ที่อยู่ดีดีก็หายไป พวกมึงด้วย ไอ้กาย ไอ้ป้อป กัล จ๋าย เคน บอล ปุ้น และอีกหลายหลายคน
น่าตลกที่ตอนกูโสดๆ มึงๆโสดๆ แม้งบ้า ไปเที่ยวผับกันทุกอาทิตย์เลย
พลับ ที่สอนให้รู้ว่า ความรักมีค่าแค่ไหน
และออย ปริศนา อักษรไขว้ ความงุนงง ความทุกข์ ความสุข สาวขี้เมาสาวขี้แบน ตลอดจนถึง
ผู้ที่มีรอยยิ้มสดใส ที่เคยทำให้โลกหยุดหมุน :) ตลอดสองปีที่ผ่านไปแล้ว
อาจารย์ม่อน ม.อรรถ ม.วิเชียร ครูเล็ก ม.พงพันธุ์ พี่อี้
เพื่อนๆลาซาล โย อุศ สมบูรณ์ จุง รี แพร
หยก ฝ้าย เอิร์ธ จูน
ย้อนหลังกลับไป...
อีกหลากหลายคน
ที่ทำให้ผมเพียงเผลอ
กลายเป็นเบสอายุ22ปี
January 06 Astral Starlight ผมยังคงพยายามจนถึงที่สุด
ที่จะไล่ตามดวงดาวบนฟ้าไกล
แม้ว่าระยะทางของเราจะห่างกันเพียง2ปี
แต่ดวงดาวที่มีชื่อว่า สกาล ศรีสุวรรณ นั้นสุกสว่างจนแทบแสบตา
หากเทียบกับ เศษ อุกกาบาตอย่างผม
ที่อาจจะส่องแสงในสายตาคนอื่น
แต่สำหรับผมนั้น มันช่างน้อยนิด และค่อยๆริบหรี่ลง
หากในเวลา2ปี ผมไม่สามารถเจิดจรัสได้
คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
ความขี้เกียจ และ ความไร้ฝีมือ
คงเกาะกินผมไปจนวันตาย
ดวงดาวบนฟ้าไกล
สักวัน
ผมจะเปล่งประกาย
ให้ทุกคนบนดาวดวงนั้น หันมามอง
December 24 คริสตมาสอีฟเสียงเพลงคริสตมาสแครอล จะดังขึ้น ตลอดหนึ่งสัปดาห์ก่อนคริสตมาส
พวกเราทุกคน ต่างตื่นเต้นที่จะรอให้วันนั้นมาถึง
บางคนก็เตรียมเอาสายรุ้ง และโคมสีสันสวยสดมาประดับห้อง
บางคนก็ช่วยกันเก็บกวาดโต้ะ ทำความสะอาด
และคุณครูที่แสนใจดี จะงดให้การบ้านเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ก่อนวันคริสตมาส
ผมเติบโตมาในโรงเรียนคริสต์
ที่ก่อตั้งโดยเซนต์ จอห์น บัพติส เดอ ลาซาล
ตั้งอยู่แถวๆ ปลายขอบกรุงเทพมหานคร โดยมีซอยเป็นชื่อเดียวกับโรงเรียน
ตั้งแต่เล็กใส่กางเกงอนุบาลสีแดง จนเป็นเด็กเกรียน ม6
ก็ได้ใช้ชีวิตในรูปแบบของ นักเรียนเครือคริสต์มาร่วม15ปี
นานพอดู ถ้าเทียบกับสถานที่ที่ผมได้ยืนอยู่ตรงนี้
ถ้าจะจัดอันดับความสำคัญในวันเวลาตอนเด็กๆแล้ว
คริสตมาสนั้นถือได้เป็นอันดับสามของปีการศึกษา
รองจาก วันวิชาการลาซาเลี่ยน และกีฬาสี
วันนี้ทุกคนจะแต่งตัวตามสบาย
และเพื่อนๆก็ต่างจะงัดเอาชุดสุดเท่ เก๋มาใส่อวดกัน
ตอนนั้น ของผมคงเป็นชุดสไปเดอร์แมนของมาเวล ที่เคยดังมา กว่า10ปี เห็นจะได้
แล้วทุกคนก็จะกินอาหารเที่ยงที่เตรียมกันมาเองอย่างสนุกสนาน
หลังจาก วจนพิธีกรรมในช่วงเช้า....
เมื่อวานผมกลับไปยังสถานที่เดิม
ตรงนั้นที่เคยนั่งดู
ตรงนี้ที่เคยร้องเพลง
ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
บางสิ่งบางอย่าง หายไปจากความคุ้นเคย
ตึกเติบโต สูงใหญ่ เร็วกว่ามนุษย์
ผมยืนอยู่ในสนามบาส ที่ดูไม่ค่อยแปลกตากว่าวันก่อนๆ
ก็ยังคงได้ยินเสียงแว่วของเพลงคริสตมาส อยู่ไกลๆ
December 16 pause me ช้าก่อน อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป
ว่าท้องฟ้าที่กว้างใหญ่บนนั้น จะยังคงสดใสอย่างทุกวัน
หรือภูผาที่ตั้งตระหง่านตรงนั้น จะยังคงสง่างามตลอดกาล
เรายังคงยืนอยู่บนโลกที่ ความแน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน
แต่ละเส้นทางที่เราเลือกในแต่ละวัน
ต่างล้วนนำพา ตัวเราไปในหนทางที่ต่างจากจุดเดิม
และไม่มีทางหันหลังกลับไปในวันวานอย่างวันนั้น
เคยได้ยินใช่มั้ย
เรื่องราวของคนมากมาย
ที่เคยพบ
และผูกพัน
และแล้ววันหนึ่ง
พวกเขาก็ต่างเดินไปในเส้นทางที่ต่างกันไป
แม้ว่าจะกลัว
แต่บางทีก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พวกเขา ปล่อยมือ
แล้วเดินจากไปในเส้นทางของตน
หยุดก่อน
ก่อนที่เราอาจจะห่างกัน ไปตามกาลเวลา
แค่อยากจะบอกว่า
เส้นทางที่เราเดินด้วยกันมา
นั้นวิเศษที่สุด
ขอบคุณนะ
และรักมากด้วย
December 04 Shooting star theoryเศษ หิน ยังคงลอยอยู่อย่างนั้น
ห่างไกลแสนไกลในอวกาศอันกว้างใหญ่
ปลิวไปมาอย่างไร้ทิศทาง
ไร้แบบแผน และไร้จุดหมาย
ที่ปลายสุดขอบฟ้า ท่ามกลางหมู่ดาว
ลอยไปลอยมา ..อยู่อย่างนั้น...
เศษ หิน น้อยใหญ่
ต่างวนเวียน อยู่ในความมืดมิดของจักรวาล
บดกัน เบียดกัน โดยไม่ได้ตั้งใจ
กระทบกระทั่ง
แตกสลาย
ชนกันไปมา
กระจัดกระจาย และหลงทาง
ลอยไปลอยมา ..อยู่แบบนั้น...
เศษหิน ได้ยลแสงของดวงอาทิตย์
ร้อนแรง และเปี่ยมด้วยพลัง
ได้สัมผัส สีสันของหมู่ดาว
สงบเยือกเย็น และสวยงาม
แต่เศษหิน..
กับไร้ซึ่งความหมาย
เป็นก้อนหินธรรมดา
ที่ไร้ค่า
เป็นขยะ ของอวกาศ
แล้ววันหนึ่ง
ท่ามกลางหมู่มวล ก้อนหิน
ปรากฎแสงสีคราม สุกสกาว
หนึ่งในเหล่าก้อนหิน
เลือกที่จะเป็นดาวตก
และเดินทางออกจาก หมู่อุกาบาต
ไปสู่เส้นทางที่ตนฝัน
ที่ไร้ซึ่งความแน่นอน
แต่เปี่ยมล้นไปด้วยความสวยงาม
ดูชั้นสิ
มองชั้นสิ
เห็นชั้นมั้ย...
และไม่นาน คงแตกสลายกลายเป็นละอองไอ
เป็นฝุ่นธุลีแห่งดวงดาว
ที่ไหนซักแห่ง ในอวกาศอันกว้างใหญ่..
แด่หนึ่งในอีกหลายร้อยดวงดาว ที่ผ่านมาและผ่านไป
ในเสี้ยววินาที ของค่ำคืนแสนสงบ
November 24 ช่วยด้วย ติดดอทติดจนได้ ฮร่าๆๆๆๆๆๆ
เวงละ
ไม่เป็นอันทำอย่างอื่น
นอนดึกตื่นสายแบบแต่ก่อน
ม่ายเอานะ
เอามานนนอออกปปปปปปปายยยยยยยย
ไอ้ดอทเอ เอ้ย
อย่าหลอกหลอนกันอีกเลย November 18 เล่นดอททำไมวะ... หลังจากสงครามสงบลงที่ปลายตี2กว่าๆ
สายตาเหนื่อยล้า
นานมาระยะนึงแล้วที่ไม่ได้เล่นเกมแบบต่อเนื่องอย่างนี้
นี่คงเป็นอาการของ ความไม่คุ้นเคย
หลังจากที่ห่างหายจากการนั่งหน้าคอมเป็นเวลานานๆ
ตั้งแต่ ดอทเอ... (เกมอะไรชื่อตลก เหมือนป้าเอที่ไม่มีตัวตน)
ได้เข้ามาสู่การรับรู้ของผม
ก็ราวๆ3ปีกว่าๆได้แล้วมั้ง
มันเป็น MOD ของ WARCRAFT3
ประมานว่า มีคนเอาเกมวอคราฟ3มาปรับปรุงต่อ กลายเป็นดอทเอ
อาจจะ งง
แต่ผู้ชายส่วนหย่ายๆที่เล่นเกม มักจะเล่นเกมนี้กันนยามว่าง
แทนตัวเองเป็นหนึ่งตัวละคร รบพุ่งกันในสนามรบจำลอง ด้วยชั้นเชิง และกลอุบาย...ว่าไปนั่น
แน่นอนว่า เวลา ถูกเผาพลาญไปอย่างน่าใจหาย
แหงนมองดูนาฬิกาที่หมุนเร็วเกินไป
เผลอแปปเดียวพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว
มันอาจจะสนุกก็จริงอยู่
ฝึกสมองก็ใช่
แต่ทำไมคราวนี้ รู้สึกเหมือน 'ไม่คุ้นเคย'กับมันเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ
เด็กน้อยที่บ้าเกมหายไปไหน
......อ่านคาฟก้าดีกว่า
อืมมมม
November 17 แสงศตวรรษ....วันเสาร์ที่17บังเอิญ ได้มีโอกาสไปดูแสงศตวรรษมา
ที่อัลลิอองฟองเซ่
ด้วยความรู้ที่ว่างเปล่าเกี่ยวกับหนัง
เพียงแค่ได้ข่าวมาว่า หนังที่ได้รับรางวัลกำกับลำดับภาพยอดเยี่ยมจากฮ่องกง
ถูกแบนห้ามฉายในไทยเพราะ มีฉาก หลวงพี่ เกากีตาร์
และอื่นๆ
หนังเปิดตัวมาอย่างโปร่งโล่งสบาย
ไม่คิดอะไร
ไหลไปตามสายลม
แต่พอมาถึงช่วงหลัง
เริ่มตามไม่ทัน
เกาะประเด็นไม่ได้
จับอะไรไม่ถูก
เอ้ะ มันต้องการสื่ออะไรวะ
เลยเดินออกจากโรงด้วยอาการงงๆ
แบบเดียวกะที่ออกจากหนังเป็นเอกในช่วงแรกๆ
......แสงศตวรรษ เกี่ยวกับอะไร ใคร คิดเห็นยังไงบ้าง
บอกหน่อยดิ
แนวเกินไป ก็เป็นแบบนี้แหละ
แต่เสียงกึกก้องคำรามของชายโรคจิต เปลือยกาย ยืนท้าปีศาจ
ยังคงดังอยู่ในหัวผมอยู่
อายยย แอมมม เบโอวู้ฟฟฟฟฟ......
อืม .....ดูง่ายกว่ากันเยอะเลย
November 16 People forgot, when the world forget (เป็นเศษเสี้ยวนึงของเกร็ดความนึกคิดที่ลอยมาตามลม
และโชคดีที่ผมยังจำมันได้...)
ความคิดดีดีมักลอยมากับสายลม
มาทีเผลอเวลานั่งเหม่อ
หรือระหว่างทางในทางเดินอันแสนเงียบสงบ
บ้างปะปนมากับความฝัน
แต่ก็หายไปกับสายน้ำในยามเช้า
อยากจะมีสมุด และปากกาดีดี
จดข้อความหรือห้วงคำนึงบางอย่าง
ก่อนที่มันจะหลุดลอยออกไป...
อย่างง่ายดายเหมือนที่มันเข้ามา
สิ่งมีชีวิต ธรรมดาอย่างมนุษย์หนึ่งคน
ถูกสร้างมาให้จดจำ
และหลงลืมไปในคราเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความสุข
สีสันของวันวาน
หรือหลายต่อหลายเรื่องที่น่าอับอาย
ล้วนเข้ามาแล้วผ่านไป
บางคนอาจจะบอกว่าไม่ ฉันไม่ลืม
ลองหลับตานึกดูอีกทีสิ
ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว สีสันของความทรงจำ
จะหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว
หลงเหลือไว้เพียง เรื่องราว
และความรู้สึก...
'ตอนนั้น ที่เธอไปเที่ยวกับฉัน เราดูมีความสุข'
แต่ไม่ว่าจะกรอเทปย้อนดูกี่ทีต่อกี่ที
เวลาตรงนั้นอย่างแท้จริงก็ไม่มีวันกลับมา
หลุดล่องลอยไปเหมือนสายน้ำ
ไหลออกไปห่างไกลขึ้นทุกที
ทิ้งไว้แต่เพียงจินตนาการ
ที่เปรียบเสมือนการเล่าปากต่อปาก
ไม่ซ้ำกันซักที เวลานึกถึง...
สมองที่ว่าไร้ขีดจำกัดเหมือนมหาสมุทรนั้น
ได้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวต่างๆไว้ตลอดเวลา
ไม่ว่ายามตื่นหรือนอนหลับ
แต่ด้วยแรงบีบอัดของความทรงจำ
ที่ค่อยๆไหลพรั่งพรูเข้ามาในแต่ละวัน
อาจทำให้เรื่องราวเล็กๆน้อยๆ
ค่อยๆเลือนหายไปในซอกหลืบของรอยหยัก
ติดอยู่อย่างนั้น อย่างเงียบๆ
แม้บางทีได้นำออกมานึกคำนึงถึง
ใบหน้าของคนที่อยู่บนนั้นมักจะเลือนๆลางๆ
หรือแตกละเอียดจนฟังไม่ได้
พูดไปก็เหมือนเพ้อ...
แต่ก็เป็นการดีที่คนเราได้หลงลืม...
ลิมความคุ้นเคยเก่าๆ
ลืมความสุข ลืมเสียงหัวเราะ
ลืมสิ่งดีดีที่เคยสร้างขึ้นมากับใครซักคน
ลืมคนที่เคยรัก และจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...
ลืมความเศร้า ความผิดหวัง
ลืมความเจ็บช้ำ ลืมความทุกข์ใจ
เพื่อให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆอย่างเรา
...ที่มีลมหายใจ
มีวันพรุ่งนี้ต่อไป
...อืมมมม
|
|
|